ข่าวเตือนการระบาดศัตรูพืชฤดูกาลผลิตข้าว

ข่าวเตือนการระบาดศัตรูพืชฤดูกาลผลิตข้าว ซึ่งอาจมีการเข้าทำลายของศัตรูข้าวบางชนิดเกิดการระบาดขึ้นได้ สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว จึงขอเตือนให้ชาวนาได้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของศัตรูข้าว รวมทั้งโรคของข้าวที่ สำคัญในระยะนี้ มีดังนี้

  • หอยเชอรี่

หอยเชอรี่หรือหอยโข่งอเมริกาใต้ มีลักษณะเหมือนหอยโข่งแต่ตัวโตกว่า จากการดูด้วยตาเปล่าสามารถ แบ่งหอยเชอรี่ได้ 2 พวก คือพวกที่เปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดสีเหลือง และพวกมีเปลือกสีเขียว เข้มปนดำและมีสีดำจางๆพาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน หอยเชอรี่เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหอยอายุเพียง 2 – 3 เดือนจะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา หลังจากผสมพันธุ์ได้ 1 – 2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยคลานไปวางไข่ตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่นตามกิ่งไม้ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ ริมน้ำข้างๆคันนา และตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มยาว 2 – 3 นิ้ว แต่ละกลุ่ม ประกอบด้วยไข่เป็นฟองเล็กๆเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม ประมาณ 380 – 3,000 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัว หอยภายใน 7 – 12 วัน หลังวางไข่

6 7

 

ลักษณะการทำลาย

หอยเชอรี่จะเข้าทำลายต้นข้าวในระยะกล้า และที่ปักดำใหม่ๆ ไปจนถึงระยะแตกกอ โดยจะชอบกินต้น ข้าวในระยะกล้าที่มีอายุประมาณ 10 วันมากที่สุด โดยเริ่มจากส่วนโคนต้นข้าวที่อยู่ใต้น้ำจากพื้นดินประมาณ 1-1.5 นิ้ว จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมดทั้งต้นทั้งใบใช้เวลาเพียง 1-2 นาที

ศัตรูธรรมชาติ เป็น นกกระยาง นกกระปูด นกอีลุ้ม นกปากห่าง และสัตว์ป่าบางชนิด

การป้องกันกำจัด มีดังนี้

1. วิธีกล การจัดเก็บทำลาย เมื่อพบตัวหอย และไข่ การดักและกั้น ตามทางน้ำไหลผ่าน ให้ใช้สิ่งกีดขวางเช่น ตาข่าย เฝือก ภาชนะดักปลา ดักจับหอยเชอรี่ ส่วนลูกหอยที่เกิดใหม่ๆสามารถลอยน้ำได้ ควรใช้ตาข่ายถี่ๆกั้นขณะสูบน้ำเข้านาข้าว หรือกั้นบริเวณทางน้ำไหล การใช้ไม้หลักปักในนาข้าว การล่อให้หอยมาวางไข่โดยใช้หลักปักในที่ลุ่มหรอทางที่หอยผ่าน เพื่อให้หอย เข้ามาวางไข่ตามหลักที่ปักไว้ ทำให้ง่ายต่อการเก็บไข่หอยไปทำลาย การใช้เหยื่อล่อ พืชที่เป็นเหยื่อล่อหอยเชอรี่เช่น ใบผัก ใบมันเทศ ใบมันสำปะหลัง ใบมะละกอ หรือพืชอื่นๆ ที่มียางขาวคล้ายน้ำนม สามารถใช้เป็นเหยื่อล่อหอยเชอรี่ได้ โดยหอยเชอรี่จะเข้ามากิน และหลบซ่อนตัว ทำให้ ง่ายต่อการเก็บหอยไปท าลาย หอยเชอรี่ที่เกษตรกรเก็บไปทำลายจะมีประโยชน์คือ สามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง หรือทำน้ำปลา เปลือกหอยสามารถปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินได้ ตัวหอยทั้งเปลือกถ้านำไปฝังดินบริเวณ ทรงพุ่มไม้ผลเมื่อเน่าเปื่อยก็จะเป็นปุ๋ยทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตเร็วและได้ผลผลิตดี

2. โดยชีววิธี

1. โดยใช้ศัตรูธรรมชาติช่วยกำจัด เช่นฝูงเป็ดกินลูกหอย โดยปกติในธรรมชาติมีศัตรูหอยเชอรี่อยู่หลาย ชนิดที่ควรอนุรักษ์ เช่นนกกระยาง นกกระปูด นกอีลุ้ม นกปากห่าง ฯลฯ

2. การใช้เอื้องหมายนา เป็นพืชสมุนไพรที่นำเอาส่วนของดอก ใบและเหง้ามาบดให้ละเอียดผสมน้ำแล้ว นำไปราดเทลงแปลงนาที่มีการระบาดของหอยเชอรี่จะได้ผลดีหรือการใช้กากชาที่มีสาร ซาโปนิน ที่มีผลต่อ ระบบการหายใจของสัตว์เลือดเย็นทุกชนิดหว่านลงในแปลงนา แต่การใช้กากชาต้องระมัดระวังมิให้น้ำในแปลง นาไหลซึมเข้าบ่อปลา และบ่อกุ้ง

3. การใช้สารเคมี สารคอปเปอร์ซัลเฟต ( จุนสี) ชนิดผงสีฟ้า เป็นสารที่ใช้ป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ได้เป็นอย่างดีมี ประสิทธิภาพสูง ราคาถูกและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้สารนี้ในอัตรา 1 กก./ไร่ ละลายน้ าแล้วฉีด พ่นด้วยเครื่องพ่นสารเคมี หรือรดด้วยบัวให้ทั่วแปลงนาที่มีระดับน้ำสูงไม่เกิน 5 เซนติเมตร สามารถกำจัดหอย เชอรี่ได้ภายใน 24 ชั่วโมง สารเคมีนิโคลซาไมด์ 20% อีซี (ไบลูไซด์) อัตรา 160 ซี.ซี./ไร่ ผสมกับน้ำแล้วฉีดพ่นในนาข้าวที่มี ระดับน้ำสูงไม่เกิน 5 เซนติเมตร สารเคมีเมทอลดีไฮด์ ชื่อการค้า แองโกลสลัก เป็นเหยื่อพิษสำเร็จรูปใช้หว่านในนาข้าวอัตรา 0.5 ก.ก./ไร่

  • โรคไหม้ข้าว

โรคไหม้เกิดจากเชื้อรา Pyricularia grisea Sacc. เป็นโรคที่มีความสำคัญท าความเสียหายทั้งใน ระยะกล้า และระยะข้าวออกรวง พบระบาดทุกปีในพื้นที่ปลุกข้าวที่อาศัยน้ำฝนของประเทศไทย เนื่องจากข้าว ที่เกษตรกรปลูกส่วนใหญ่อ่อนแอต่อโรคนี้ และมีการใช้ปุ๋ยในอัตราสูง โดย เฉพาะสภาพแวดล้อมที่มีฝนตกชุก ความชื้นในอากาศสูง อุณหภูมิลดลง และกลางคืนที่มีความชื้นสูง เชื้อโรคไหม้ที่ปลิวอยู่ตามธรรมชาติเริ่ มเพิ่ม ปริมาณสปอร์ของเชื้อ ในขณะที่เกษตรกรเริ่มฤดูการท านา เตรียมไถนา ถ้าเป็นนาหว่านก็หว่านข้าวแล้ว หรือ นาดำก็เริ่มเตรียมแปลงตกกล้า ช่วงนี้จะมีสภาพเหมาะสมต่อการระบาดของโรคใบไหม้ข้าวเป็นอย่างมาก

ลักษณะอาการ

ระยะกล้า ใบมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผลประมาณ 2-5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้า โรครุนแรงกล้าข้าวจะแห้งฟุบตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการพบได้ที่ใบ ข้อต่อของใบ และข้อต่อของล าต้น ขนาดแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะ กล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ที่บริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลด า และมักหลุดจากกาบใบเสมอ

1 2 3

 

การระบาด

เกิดเนื่องจากปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย คือ

1. พันธุ์ข้าวอ่อนแอ เช่นพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 กข 6 และ กข 15

2. การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนที่อัตราสูง ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตเร็ว มีล าต้นและใบที่อวบน้ า ซึ่งง่าย ต่อการท าลายของเชื้อรา

3. สภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรคไหม้ ได้แก่ ช่วงที่มีพายุดีเปรสชั่น มักจะมี ฝนตกพรำๆตลอดทั้งวัน ซึ่งทำให้อุณหภูมิในอากาศไม่สูงมาก และความชื้นในอากาศสูง ใบข้าวจะเปียกตลอด ทั้งวัน ทำให้สปอร์ของเชื้อราสามารถงอกและเข้าทำลายใบข้าวได้ง่าย

การป้องกันกำจัด

ใช้พันธุ์ต้านทานโรค เช่น ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้พันธุ์เช่น สุรินทร์ 1 เหนียว อุบล 2 เหนียวแพร่ สันปาตอง 1 หางยี 71

หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม คือ 15-20 กิโลกรัม / ไร่ควรแบ่งแปลงให้มีการระบายถ่ายเท อากาศดี และไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป ถ้าถึง 50 กิโลกรัม / ไร่ โรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว

คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันก าจัดเชื้อรา เช่น คาซูกะมัยซิน ไตรไซคลาโซล คาร์เบนดาซิม โปรคลอ ลาส ตามอัตราที่ระบุในฉลาก

ในแหล่งที่เคยมีโรคระบาด และพบแผลโรคไหม้ทั่วไป 5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบ ควรฉีดพ่นสารป้องกัน กำจัดเชื้อรา เช่น คาซูกะมัยซิน อิดิเฟนฟอส ไตรไซคลาโซล ไอโซโปรไธโอเลน คาร์เบนดา ซิม ตามอัตราที่ระบุในฉลาก

โรคขอบใบแห้ง (BACTERIAL LEAF BLIGHT)

อาการ เป็นตั้งแต่ระยะกล้าจนออกรวง โดยในระยะกล้า กล้าอ่อนน าไปปักด ามีจุดเล็ก ๆ ลักษณะช้ำที่ขอบใบ ของใบล่าง ๆ ต่อมา 7 – 10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวไปตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้ง เร็ว และ สีเขียวจะจางลงเป็นสีเทา ๆ อาการในระยะปักดำจะแสดงหลังปักดำแล้ว 1 – 1 เดือนครึ่ง โดย ขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาเป็นสีเหลืองที่แผล มีหยดน้ำสีครีมจากนั้นจะกลายเป็นเป็นสีน้ำตาล และหลุดลอยไป ตามลม น้ำหรือฝน แผลจะขยายไปตามความกว้างและความยาวของใบบางครั้งขยายเข้าทางด้านในท าให้ขอบ แผลเป็นรอยหยัก ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบม้วนตามความยาว ถ้าเชื้อเข้าทำลายถึงจุดเจริญของต้นข้าวจะทำให้ ต้นข้าวเหี่ยวเฉาและตายอย่างรวดเร็ว

เชื้อบักเตรีของโรคขอบใบแห้ง สามารถแพร่ระบาดติดต่อไปได้รวดเร็วโดยทางน้ำ โดยเฉพาะเมื่อ สภาพแวดล้อมเหมาะสม เช่น ระดับน้ำในนาสูง การระบายน้ำไม่ดี ฝนตกพรำ ไต้ฝุ่น และน้ำท่วม เป็นต้น

4 5

 

การป้องกันก าจัด

1. ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น กข 5 กข 7

2.อย่าใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์

3. ไม่ควรระบายน้ำออกจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น

4. ใช้สารเคมี ฟีนาซีน อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อระบาดรุนแรง