ตำบลแสงภา

บทที่  ๑

โครงการพัฒนาชุมชนตำบลแสงภา

อำเภอนาแห้ว   จังหวัดเลย

 

หลักการและเหตุผล

การพัฒนาชุมชนตำบลแสงภาที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาที่บุคคลภายนอกพื้นที่เป็นผู้ริเริ่มและชี้นำการพัฒนามาโดยตลอด   ทำให้ผลของการปฏิบัติไม่ตรงตามความต้องการของชุมชน      เนื่องจากขาดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน    ดังนั้น     ในการพัฒนาชุมชนในยุคปัจจุบันต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม    โดยเฉพาะประชาชนในชุมชน     ซึ่งเป็นผู้ที่ทราบปัญหาและศักยภาพความต้องการของท้องถิ่น    จะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางวางแผนงานในการพัฒนาชุมชนของตนเอง    โดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น    ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ      องค์กรเอกชน    ให้คำแนะนำด้านความรู้วิชาการ      มีความเข้มแข็ง     สามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน     ต่อไปในอนาคต

วัตถุประสงค์

๑.  ส่งเสริมการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ     โดยปรับเปลี่ยนบทบาทในการทำงานให้ชุมชนเป็นผู้กำหนด   แนวทางการพัฒนาของตนเอง

๒.  เพื่อส่งเสริมแนวคิดและการบริหารจัดการกระบวนการพัฒนา    เพื่อการพึ่งพาตนเองให้แก่ผู้นำและกลุ่มกิจกรรมต่าง  ๆ  ของชุมชน

๓.  เพื่อจัดทำแผนพัฒนาชุมชน    โดยการที่ชุมชนเป็นผู้กำหนดขึ้น    ตามความต้องการและตามศักยภาพของชุมชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑.  ทำให้ชุมชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับงานส่งเสริมในพื้นที่มีความรู้    ความสามารถในการทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒.  มีการพัฒนาอาชีพหรือกิจกรรมเพื่อการพึ่งพาตนเองของชุมชน    ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่คนในชุมชน

๓.  ได้แผนพัฒนาการเกษตรของตำบล   ซึ่งจัดทำขึ้นโดยชุมชนเป็นผู้กำหนด

พื้นที่เป้าหมาย

จำนวน   ๖   หมู่บ้าน  ในตำบลแสงภา   อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

ครัวเรือนเกษตรกร  ๕๒๙   ครัวเรือน

ระยะเวลาดำเนินการ

ตั้งแต่ตุลาคม   ๒๕๕๖ – กันยายน  ๒๕๕๘ 

งบประมาณที่ใช้และแหล่งที่มา

๑.  งบประมาณทั้งหมด   ๒๑๖,๔๐๐           บาท

๒.  แหล่งที่มางบประมาณ

–  องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

–  ส่วนราชการ

–  เอกชน

–  ระดมทุนจากสมาชิก

–  กองทุนหมู่บ้าน

ผู้รับผิดชอบโครงการ

–   ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

–  องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

–  คณะกรรมการหมู่บ้าน / เกษตรหมู่บ้าน

–  สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

บทที่  ๒

สภาพพื้นฐานทางกายภาพชีวภาพ  สังคมและสิ่งแวดล้อม

.๑ ข้อมูลทั่วไป

ประวัติความเป็นมาของสมาชิกในชุมชน รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน “บ้านเชียงภาหรือบ้านแสงภาฯ ตั้งขึ้นเมื่อใด ไม่มีใครทราบแน่นอน หลายคนได้สันนิษฐานว่า ตั้งขึ้นราวปี พ.ศ. 2030 ประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว เล่ากันว่ามีพรานป่า คนหนึ่งตามฝูงช้างมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อหวังล่าเอางาติดตามฝูงช้างมาเป็นแรมเดือนและตามทันฝูงช้างที่โป่งโซ แต่ยังไม่ทันยิงช้าง ช้างได้แตกหนีไปเสียก่อน โป่งไซ อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 6 ถนนสายนาแห้ว  – แสงภา จากนั้นพรานได้ตามฝูงช้างถึงนาห้างเป็นเวลาค่ำพอดี พรานได้ทำห้าง (แคร่ไม้) นอนบนต้นไม้สูงเพราะสัตว์ร้ายชุกชุมในที่แห่งนี้ พอรุ่งเช้าก็ติดตามฝูงช้างต่อไปจนถึงทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลำน้ำ 2 สายมาบรรจบกัน คือลำน้ำภา และลำน้ำแพร่ ปัจจุบันคือ บ้านแสงภาเมื่อพรานล้มช้างได้แล้วและได้เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่าตนเองได้ติดตามฝูงช้างไปไกลมากแล้วได้พบสถานที่แห่งหนึ่งเป็นทุ่งกว้าง มีแหล่งน้ำสมบูรณ์

นายภา หรือเซียงภา ได้ทราบข่าว จึงได้ชักชวนญาติพี่น้อง มาตั้งถิ่นฐาน ตามคำบอกเล่าของนายพราน เซียงภาได้ตั้งถิ่นฐาน ประมาณ 7 ปี สมาชิกหมู่บ้านก็เพิ่มมากขึ้น จึงได้สร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจสร้างเสร็จราว พ.ศ. 2123 มีอายุถึงปัจจุบัน 424 ปี ภายในโบสถ์มีพระประธาน เมตตาหน้าตักกว้าง 2.30 เมตร สูง 3.60 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เป็นประธานวัดศรีโพธิ์ชัย บ้านแสงภา และมีความศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านเรียกว่า “พระปู่” ไม่มีผู้ใดทราบว่าช่างที่ออกแบบสร้าง และพระประธานมาจากที่ใด เพียงแต่เป็นการเล่าสืบต่อกันมา แต่บรรพบุรุษแต่เดิมเรียกบ้านเซียงภานานๆ เข้าชาวบ้านก็เรียกว่า “บ้านแสงภา”

ประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนสาว เนื่องจากมีอาณาเขตติดต่อกัน ดังนั้นจึงใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการสื่อสารกันเรียกว่า ภาษาลาว

ที่ตั้ง

ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทิศใต้  ติดต่อกับตำบลนาพึง อำเภอนาแห้ว

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว

ตำบลแสงภาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 หมู่บ้าน ดังนี้

หมู่ที่ 1     บ้านแสงภา             นายสมบัติ   ชิดทิด        ตำแหน่ง กำนัน

หมู่ที่ 2     บ้านป่าก่อ              นายเดชา พุทธรักษ์        ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน

หมู่ที่ 3     บ้านหัวนา              นายวิรัตน์  กาลภูมิ        ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน

หมู่ที่ 4     บ้านนาปอ              นายนิล  เห็มบุรุษ         ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน

หมู่ที่ 5     บ้านบ่อเหมืองน้อย     นายทองดี สีกุม            ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน

หมู่ที่ 6     บ้านห้วยน้ำผัก         นายสง่า บุญธรรม         ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน

ตารางแสดงข้อมูลประชากรตำบลแสงภา

หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน
ชาย หญิง รวม
1 แสงภา 211 222 433 130
2 ป่าก่อ 237 244 481 130
3 หัวนา 122 134 256 76
4 นาปอ 105 106 211 49
5 บ่อเหมื่องน้อย 133 116 249 77
6 ห้วยน้ำผัก 115 86 201 77

ที่มา:  ข้อมูลทะเบียนราษฎรสำนักทะเบียนอำเภอนาแห้ว

สภาพภูมิประเทศ

ตำบลแสงภา มีพื้นที่ทั้งหมด 103,558  ไร่ หรือ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และภูเขาสูงสลับซับซ้อนมีความลาดชันมีที่ราบน้อยพื้นที่ป่าเป็นหุบเขาขนาดใหญ่ ยังมีความอุดมสมบูรณ์    เนื่องจากเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้ว พื้นที่ประมาณ 71,054 ไร่ พื้นที่ถือครองของราษฎรตำบลแสงภา 10,749 ไร่ ที่อยู่อาศัย 143 ไร่ พื้นที่สาธารณะอื่น ๆ 425 ไร่

          ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของตำบลแสงภา เป็นภูเขาสูง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 800-1,383 เมตร โดยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีจุดสูงสุดอยู่บริเวณภูตีนสวนทราย
มีลำห้วยสายเล็ก ๆ ที่เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแพร่ ไหลผ่านทางบริเวณทิศใต้ของตำบลโดยไหลจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก และมีลำน้ำเหืองไหลผ่านบริเวณตอนเหนือของตำบลและใช้
เป็นเขตกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

๓.ตารางแสดงพื้นที่ป่าไม้ของตำบลแสงภา

หมู่ที่ ชื่อบ้าน พื้นที่ทั้งหมด (ไร่ ) พื้นที่ป่าไม้ (ไร่ ) หมายเหตุ
12

3

4

5

6

 

แสงภาป่าก่อ

หัวนา

นาปอ

บ่อเหมืองน้อย

ห้วยน้ำผัก

16,64019,482

13,013

16,329

18,901

19,169

14,58216,866

11,194

15,043

17,388

17,647

รวม

6 103,558 71,054

 

ตำบลแสงภา มีพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้ว ประกอบด้วย ลักษณะป่า      เบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น และป่าต้นน้ำ ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ โดยมีขุนเขาสูงขนาดใหญ่ เรียกว่า ภูสวนทราย มีความสูงจากระดับน้ำทะเล สูงสุดถึง 1,408 เมตร เป็นขุนเขาป่าต้นน้ำที่เอื้อประโยชน์ด้านสาธารณูปโภคกับชุมชน เนิ่นนานมา จวบจนปัจจุบันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังคงพึ่งพาอาศัย ทรัพยากรเหล่านี้เพื่อดำรงชีพอย่างสมดุล

สภาพภูมิอากาศ

ตำบลแสงภา มีสภาพภูมิอากาศแบบฝนตกชุกสลับแห้งแล้งในเขตร้อน หรือเขตฝนเมืองร้อน
เฉพาะฤดู (Tropical  Sarannah  Climate : AW) โดยมีอุณภูมิสูงตลอดปีและมีฤดูแล้งที่เด่นชัด ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำให้เกิดฝนตกในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมและช่วงหลัง  เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึง
ปลายเดือนตุลาคม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นในทะเลจีนใต้ ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดเอาความหนาวเย็นมาปกคลุม ทำให้มีช่วงฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และอากาศจะเริ่มร้อนขึ้นเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

จากสถิติภูมิอากาศของสถานีตรวจอากาศ อำเภอเมือง จังหวัดเลย (ปี พ.ศ.2539-2550)
ได้นำมาใช้พิจารณาเป็นตัวแทนลักษณะภูมิอากาศในพื้นที่ ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย สรุปได้ดังนี้ (ตารางที่ 2-1 และรูปที่ 2-2)

– อุณหภูมิ มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 25.84 องศาเซลเซียส โดยมีอุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน เท่ากับ 35.50 องศาเซลเซียส และต่ำสุดในเดือน มกราคม เท่ากับ 15.23 องศาเซลเซียส

– ปริมาณน้ำฝน มีปริมาณน้ำฝนรวมตลอดปี 1,257.2 มิลลิเมตร โดยมีปริมาณน้ำฝนสูงสุด
ในเดือนกันยายน เท่ากับ 264.17 มิลลิเมตร ต่ำสุดในเดือน มกราคม เท่ากับ 1.59 มิลลิเมตร

– ความชื้นสัมพัทธ์ มีความชื้นสัมพัทธ์ตลอดปี 73.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นสัมพัทย์สูงสุด
ในเดือนกันยายน เท่ากับ 84.10 เปอร์เซ็นต์ และต่ำสุดในเดือน มีนาคม เท่ากับ 62.27 เปอร์เซ็นต์

– การวิเคราะห์ช่วงฤดูเพาะปลูกพืช ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนรายเดือนเฉลี่ย และค่าศักยภาพการคายระเหยน้ำของพืชรายเดือนเฉลี่ย (Evapotranspiration : ETo) ซึ่งคำนวณโดยใช้โปรแกรม Cropwat  for  Windows Version 4.3 โดยพิจารณาจากระยะเวลาช่วงที่เส้นน้ำฝนอยู่เหนือเส้น 0.5 ETo เป็นหลัก เพื่อหาช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช ของตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย สามารถสรุปได้ดังนี้

1)  ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการเพาะปลูก จะอยู่ในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากดินยังคงมีความชื้นหลงเหลืออยู่ พอเพียงสำหรับปลูกพืชไร่ พืชผัก อายุหลังจากหมดฤดูฝนประมาณหนึ่งเดือน และอาจใช้แหล่งน้ำในไร่นาช่วยเสริมการเพาะปลูกได้บ้างแต่ทั้งนี้ควรวางแผนจัดระบบการปลูกพืชให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

2)  ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก แบ่งเป็นช่วงขาดน้ำ มีปริมาณน้ำฝนและ
การกระจายน้อยหรือไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชจะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ในช่วงเวลาดังกล่าวบริเวณริมแม่น้ำสามารถปลูกพืชฤดูแล้งโดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ รวมถึงพื้นที่ที่มีการส่งน้ำจากระบบชลประทานหรือโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ช่วงน้ำมากเกินพออยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนตุลาคม  เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนมากบริเวณ
ที่ลุ่มหรือบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ อาจเกิดน้ำท่วมซึ่งส่งผลเสียหายกับผลผลิตได้

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของตำบลแสงภาส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน และยังมีป่าไม้ปกคลุมบางส่วน จึงทำให้อากาศไม่แปรปรวน อุณหภูมิมีที่ตั้งอยู่ในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์-เมษายน  ประมาณ  33 องศาเซลเซียสอากาศจะหนาวและมีหมอกลงในตอนเช้า  ส่วนเดือนพฤษภาคม  จะมีฝนกระจายทั่วไป  ดังตารางแสดงสถิติอุณหภูมิ  ดังนี้

ตารางแสดงสถิติอุณหภูมิตำบลแสงภา  ปี  ๒๕๕๑-๒๕๕๔

เดือน/พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕
ต่ำสุด ต่ำสุด สูงสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด
มกราคม ๖.๕๐ ๑๐.๐๐ ๓๑.๕๐ ๓๑.๕๐ ๑๖.๕๐ ๒๘.๐๐ ๑๓.๓๐ ๒๕.๒๐ ๙.๐๐ ๓๑.๐๐
กุมภาพันธ์ ๑๓.๐๐ ๑๓.๔๐ ๓๓.๒๐ ๓๔.๐๐ ๑๗.๙๐ ๓๒.๗๐ ๑๗.๖๐ ๒๙.๗๐ ๑๕.๐๐ ๓๔.๒๐
มีนาคม ๑๒.๐๐ ๑๖.๐๐ ๓๖.๕๐ ๓๕.๔๐ ๑๙.๗๐ ๓๔.๔๐ ๑๒.๐๐ ๓๓.๕๐ ๑๗.๐๐ ๓๔.๕๐
เมษายน ๒๐.๐๐ ๑๗.๒๐ ๓๖.๒๐ ๓๖.๕๐ ๓๑.๑๐ ๓๗.๒๐ ๑๕.๐๐ ๓๔.๐๐ ๑๘.๐๐ ๓๗.๕๐
พฤษภาคม ๒๒.๐๐ ๒๐.๐๐ ๓๖.๐๐ ๓๗.๕๐ ๒๔.๗๐ ๓๔.๙๐ ๒๑.๐๐ ๓๔.๖๐ ๒๑.๐๐ ๓๗.๕๐
มิถุนายน ๒๒.๐๐ ๒๒.๒๐ ๓๕.๐๐ ๓๓.๐๐ ๒๔.๕๐ ๓๓.๕๐ ๒๐.๐๐ ๓๔.๐๐ ๒๓.๐๐ ๓๓.๕๐
กรกฎาคม ๒๑.๐๐ ๒๑.๐๐ ๓๔.๐๐ ๓๔.๕๐ ๒๓.๕๐ ๓๑.๖๐ ๒๐.๕๐ ๓๔.๐๐
สิงหาคม ๒๒.๐๐ ๒๐.๐๐ ๓๓.๐๐ ๓๔.๐๐ ๒๒.๗๐ ๒๙.๖๐ ๒๐.๘๐ ๓๔.๐๐
กันยายน ๑๙.๐๐ ๒๐.๘๐ ๓๕.๐๐ ๓๒.๐๐ ๒๒.๘๐ ๓๐.๖๐ ๒๑.๖๐ ๓๒.๐๐
ตุลาคม ๑๖.๕๐ ๑๗.๕๐ ๓๓.๐๐ ๓๑.๕๐ ๒๑.๓๐ ๒๘.๒๐ ๑๘.๕๐ ๓๓.๕๐
พฤศจิกายน ๑๐.๐๐ ๑๕.๐๐ ๓๒.๔๐ ๒๘.๐๐ ๑๖.๔๐ ๒๗.๑๐ ๑๕.๘๐ ๓๐.๘๐
ธันวาคม ๑๐.๐๐ ๕.๐๐ ๓๒.๐๐ ๓๐.๐๐ ๑๕.๔๐ ๒๘.๐๐ ๙.๕๐ ๓๐.๒๐

สถิติปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง 4 ปี อำเภอนาแห้ว

แหล่งข้อมูล : อุณหภูมิและน้ำฝนอำเภอนาแห้ว

ตาราง แสดงปริมาณน้ำฝนตำบลแสงภา  ระหว่าง ปี 2551-2555

เดือน 2551 2552 2553 2554 เฉลี่ย
มกราคม 0 0.5 0.6 0.1 1.2
กุมภาพันธ์ 0.05 1.2 0 2.5 3.75
มีนาคม 1.3 1.3 0 6 8.6
เมษายน 3 7 2.7 2.8 15.5
พฤษภาคม 11.5 6.9 3.5 5.8 27.7
มิถุนายน 9.06 2.6 6.9 3.5 22.06
กรกฎาคม 3 2.5 8.4 2.6 16.5
สิงหาคม 14.3 3.3 19.6 9 46.2
กันยายน 14.1 11.3 11.8 2.6 39.8
ตุลาคม 8.4 4.6 3.8 3 19.8
พฤศจิกายน 0.12 1.5 0 0 1.62
ธันวาคม 0 0 2.7 0 2.7
รวม 64.83 42.7 60 37.9 205.43

อุณหภูมิ          เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของตำบลแสงภาส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน และยังมีป่าไม้ปกคลุมบางส่วน จึงทำให้อากาศไม่แปรปรวน อุณหภูมิมีที่ตั้งอยู่ในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์-เมษายน  ประมาณ  33 องศาเซลเซียสอากาศจะหนาวและมีหมอกลงในตอนเช้า  ส่วนเดือนพฤษภาคม  จะมีฝนกระจายทั่วไป  ดังตารางแสดงสถิติอุณหภูมิ  ดังนี้

ตารางแสดงสถิติอุณหภูมิตำบลแสงภา  ปี  2551-2555

เดือน/พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕
ต่ำสุด ต่ำสุด สูงสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด
มกราคม ๖.๕๐ ๑๐.๐๐ ๓๑.๕๐ ๓๑.๕๐ ๑๖.๕๐ ๒๘.๐๐ ๑๓.๓๐ ๒๕.๒๐ ๙.๐๐ ๓๑.๐๐
กุมภาพันธ์ ๑๓.๐๐ ๑๓.๔๐ ๓๓.๒๐ ๓๔.๐๐ ๑๗.๙๐ ๓๒.๗๐ ๑๗.๖๐ ๒๙.๗๐ ๑๕.๐๐ ๓๔.๒๐
มีนาคม ๑๒.๐๐ ๑๖.๐๐ ๓๖.๕๐ ๓๕.๔๐ ๑๙.๗๐ ๓๔.๔๐ ๑๒.๐๐ ๓๓.๕๐ ๑๗.๐๐ ๓๔.๕๐
เมษายน ๒๐.๐๐ ๑๗.๒๐ ๓๖.๒๐ ๓๖.๕๐ ๓๑.๑๐ ๓๗.๒๐ ๑๕.๐๐ ๓๔.๐๐ ๑๘.๐๐ ๓๗.๕๐
พฤษภาคม ๒๒.๐๐ ๒๐.๐๐ ๓๖.๐๐ ๓๗.๕๐ ๒๔.๗๐ ๓๔.๙๐ ๒๑.๐๐ ๓๔.๖๐ ๒๑.๐๐ ๓๗.๕๐
มิถุนายน ๒๒.๐๐ ๒๒.๒๐ ๓๕.๐๐ ๓๓.๐๐ ๒๔.๕๐ ๓๓.๕๐ ๒๐.๐๐ ๓๔.๐๐ ๒๓.๐๐ ๓๓.๕๐
กรกฎาคม ๒๑.๐๐ ๒๑.๐๐ ๓๔.๐๐ ๓๔.๕๐ ๒๓.๕๐ ๓๑.๖๐ ๒๐.๕๐ ๓๔.๐๐
สิงหาคม ๒๒.๐๐ ๒๐.๐๐ ๓๓.๐๐ ๓๔.๐๐ ๒๒.๗๐ ๒๙.๖๐ ๒๐.๘๐ ๓๔.๐๐
กันยายน ๑๙.๐๐ ๒๐.๘๐ ๓๕.๐๐ ๓๒.๐๐ ๒๒.๘๐ ๓๐.๖๐ ๒๑.๖๐ ๓๒.๐๐
ตุลาคม ๑๖.๕๐ ๑๗.๕๐ ๓๓.๐๐ ๓๑.๕๐ ๒๑.๓๐ ๒๘.๒๐ ๑๘.๕๐ ๓๓.๕๐
พฤศจิกายน ๑๐.๐๐ ๑๕.๐๐ ๓๒.๔๐ ๒๘.๐๐ ๑๖.๔๐ ๒๗.๑๐ ๑๕.๘๐ ๓๐.๘๐
ธันวาคม ๑๐.๐๐ ๕.๐๐ ๓๒.๐๐ ๓๐.๐๐ ๑๕.๔๐ ๒๘.๐๐ ๙.๕๐ ๓๐.๒๐

แหล่งน้ำธรรมชาติตำบลแสงภา

–  ลำน้ำภา ไหลผ่านพื้นที่บ้านแสงภา และบ้านหัวนา ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำประมาณ 600 ไร่ แหล่งต้นน้ำอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้ว มีน้ำตลอดปี เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์และ    ปลูกข้าวนา พืชไร่ ไม้ผล และพืชผัก เลี้ยงสัตว์ ในการอุปโภค บริโภค เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของตำบล

–  ลำน้ำแพร่ ไหลผ่านพื้นที่ตำบลแสงภา ตั้งแต่หมูที่ 4 บ้านนาปอ ถึงหมู่ 2 บ้านป่าก่อ ผ่านหมู่ที่ 1     บ้านแสงภา ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำใช้ประโยชน์จากน้ำสายนี้ประมาณ 800 ไร่ ใช้เพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของอำเภอ

–  ลำน้ำเหืองหง่า ไหลผ่านบ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ที่ 5 เป็นลำน้ำกั้นเขตชายแดนไทย – ลาว พื้นที่รับน้ำทำการเกษตร ของบ้านบ่อเหมืองน้อย ประมาณ 100 ไร่

  • ห้วยนาถ้ำ            มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านแสงภา หมู่ 1
  • ห้วยผึ้ง มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านแสงภา หมู่ 1
  • ห้วยกบหมื่น มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านแสงภา หมู่ 1
  • ห้วยนาถ้ำหมี มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านแสงภา หมู่ 1
  • ห้วยนาพระนอน มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านแสงภา หมู่ 1
  • ห้วยนาสามเปิ้น มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านแสงภา หมู่  1
  • ห้วยปูน มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านป่าก่อ หมู่ 2
  • ห้วยบ่อ มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ 5
  • ห้วยมุ่น มีน้ำเฉพาะฤดูฝน ใช้ในการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ 5
  • ห้วยมังกอ มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ 5
  • ห้วยน้ำผักน้อย มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร อุปโภคบริโภค บ้านห้วยน้ำผักหมู่ 6
  • ห้วยทราย มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร อุปโภคบริโภค บ้านห้วยน้ำผัก หมู่ 6
  • ห้วยทอง มีน้ำตลอดปี ใช้ในการเกษตร บ้านห้วยน้ำผัก หมู่ 6
  • ห้วยระทึก มีน้ำตลอดปี ใช้ประกอบการเกษตรกร และเป็นแหล่งจับสัตว์น้ำแหล่ง อาหารที่สำคัญบ้านห้วยน้ำผัก หมู่ 6
  • ห้วยป่ามัน มีน้ำตลอดปี ใช้ประกอบการเกษตร บ้านห้วยน้ำผัก หมู่ 6

เส้นทางคมนาคม

ตำบลแสงภา มีเส้นทางคมนาคมทางบกผ่าน 4 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 บ้านแสงภา หมู่ที่ 2 บ้านป่าก่อ        หมู่ที่ 3 บ้านหัวนา และหมู่ที่ 4 บ้านนาปอ เป็นเส้นทางคมนาคม ทางหลวงหมายเลข 1268 นาแห้ว – ร่มเกล้า ส่วนอีก 2 หมู่บ้าน คือ บ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ที่ 5 และบ้านห้วยน้ำผัก หมู่ที่ 6 มีทางลาดยางแยกเข้าถึงหมู่บ้านและสามารถติดต่อกันได้ทุกหมู่บ้านระยะทางจากอำเภอถึงบ้านแสงภา หมู่ที่ 1 ระยะทาง 10 กิโลเมตร ถึงบ้านหัวนา  10.5 กิโลเมตร ถึงบ้านป่าก่อ 11 กิโลเมตร ถึงบ้านนาปอ 20 กิโลเมตร ถึงบ้านบ่อเหมืองน้อย 18 กิโลเมตร ถึงบ้านห้วยน้ำผัก หมู่ที่ 6 เป็นระยะทาง 28 กิโลเมตร

แผนที่ แสดงเส้นทางคมนาคม ตำบลแสงภา

 

 101

ตำบลแสงภาจัดอยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 59
ลักษณะโดยทั่วไป :
ดินมีการผสมของดินหลายชนิด ซึ่งเกิดจากตะกอนลำน้ำพัดพามาทับถมกัน พบบริเวณที่ราบลุ่ม หรือบริเวณพื้นล่างของหุบเขา มีสภาพพื้นที่ราบเรียบ มีความลาดชันประมาณ 0-2 % ดินที่พบส่วนใหญ่มีการระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว มีลักษณะและคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น เนื้อดิน สีดิน ความลึกของดิน ปฏิกิริยาดิน ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุต้นกำเนิดดินในบริเวณนั้น ๆ ส่วนมากมีก้อนกรวดและเศษหินปะปนอยู่ในเนื้อดิน ได้แก่ชุดดินตะกอน สีน้ำการระบายน้ำเลว (AL-P) ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวใช้ประโยชน์ในการทำนา ส่วนในฤดูแล้งถ้ามีแหล่งน้ำนิยมใช้ปลูกพืชผัก หรือพืชไร่อายุสั้น
ปัญหาในการใช้ประโยชน์ที่ดิน : ดินมีการระบายน้ำเลว มีน้ำแช่ขังในฤดูฝน และดินแฉะเกินไปสำหรับพืช
ความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืช : กลุ่มชุดดินที่ 59 มีศักยภาพเหมาะสมในการทำนาในช่วงฤดูฝน และเหมาะสมในการปลูกพืชไร่ในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากดินมีความชื้นพอที่จะปลูกพืชไร่ได้หลายชนิดหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว และพื้นที่บางส่วนของกลุ่มดินนี้อยู่ภายใต้ระบบชลประทานโดยเฉพาะในภาคเหนือ ส่วนการปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้นนั้นไม่เหมาะสม เพราะมีน้ำท่วมขังในฤดูฝนและดินมีสภาพการระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว

การจัดการกลุ่มชุดดินที่ 59
   ปลูกข้าว หรือทำนา   ปัญหาดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและ เนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย ในบางพื้นที่ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อัตรา 1.5-2.0 ตัน/ไร่ หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ปอเทือง โสน โสนอัฟริกัน ฯลฯ เป็นปุ๋ยพืชสด ข้าว ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 35 กก./ไร่ ใส่ระยะปักดำหรือก่อนปลูก และใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือแอมโมเนียมคลอไรด์ อัตรา 20-30 กก./ไร่ หรือปุ๋ยยูเรีย อัตรา 10-15 กก./ไร่ เป็นการใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง เมื่อข้าวอายุ 35-50 วัน หลังปักดำ
ปลูกพืชไร่ ปัญหาการระบายน้ำของดินค่อนข้างเลวถึงเลวในบางพื้นที่ และน้ำท่วมขังในฤดูฝน การเตรียมพื้นที่ปลูก ในกรณีปลูกพืชไร่ในช่วงฤดูแล้งหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ควรดำเนินการดังต่อไปนี้ ทำร่องระบายน้ำรอบกระทงนา กว้าง 40-50 ซม. และลึกประมาณ 20 ซม. แล้วยกร่องปลูกมีขนาดสันร่องกว้างประมาณ 2 เมตร และระหว่างสันร่องปลูกมีทางเดิน กว้างประมาณ 30 ซม. เพื่อสะดวกในการให้น้ำและเข้าไปดูแลพืชที่ปลูก ในกรณีเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากนาข้าวเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่อย่างถาวรคือ ปลูกทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ให้ทำคันรอบพื้นที่ปลูก และให้ยกร่องปลูกแบบถาวร สันร่องกว้างระหว่าง 6-8 เมตร และมีร่องระบายน้ำระหว่างสันร่องปลูก กว้างประมาณ 1.5 เมตร และลึกประมาณ 1 เมตร บนสันร่องปลูกอาจแบ่งซอยเป็นสันร่องย่อย โดยการยกแปลงให้สูงขึ้น 10-20 ซม. และกว้าง 1.5-2.0 เมตร เพื่อช่วยการระบายน้ำบนสันร่อง และสะดวกในการเข้าไปดูแลพืชที่ปลูก ปัญหาเนื้อดินค่อนข้างเป็นทรายในบางพื้นที่ แก้ไขโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ปัญหาดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ

  พืชตระกูลถั่ว (ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ อัตรา 25-35 กก./ไร่ ใส่ตอนปลูกหรือหลังปลูก 20-25 วัน โดยใส่รองก้นหลุมหรือโรยสองข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ
ข้าวโพด   ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 30-40 กก./ไร่ ใส่ร่วมกับปุ๋ยสูตร 21-0-0 อัตรา 20-25 กก./ไร่ หรือสูตร 46-0-0 อัตรา 10-15 กก./ไร่ ใส่ตอนปลูกและหลังปลูก 20-25 วัน โดยใส่รองก้นหลุมและโรยสองข้างแถวปลูกแล้วพรวนดินกลบ
ปลูกไม้ผล ปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝนและดินระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลว ในกรณีเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินจากนาข้าวเป็นที่ปลูกไม้ผลถาวร ปฏิบัติเช่นเดียวกับวิธีการปลูกพืชไร่ถาวร ปัญหาดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
   มะละกอ   พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ โกโก้ แขกดำ จำปาดะ สายน้ำผึ้ง ฮาวาย มาเลเซีย ควรใส่ปุ๋ยสูตร 14-12-12 หรือ 20-15-15 อัตรา 1 กก./ต้น ระยะต้นอ่อนถึงก่อนออกดอก หลังจาก 1 ปีขึ้นไปใส่ประมาณ 1-1.5 กก./ต้น
ฝรั่ง พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ กลมสาลี ทูลเกล้า เวียตนาม ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตราประมาณ 1 กก./ต้น/ปี ควบคู่ไปกับการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 10 กก./ต้น
ลำใย   พันธุ์ที่แนะนำได้แก่ อีดอ ชมพู แห้ว เบี้ยวเขียว เมื่อต้นลำใยเริ่มให้ผล ควรงดการให้น้ำช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม ควรทำความสะอาดบริเวณโคนต้น ถางหญ้าและเก็บกวาดใบที่ร่วงออก เพื่อให้หน้าดินแห้ง เดือนกุมภาพันธ์ลำใยแทงช่อดอก เริ่มให้น้ำโดยค่อย ๆ เพิ่มปริมาณจนถึงปกติ เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ยสูตรบำรุงผลสูตร 12-12-17 หรือปุ๋ยสูตรเสมอ (15-15-15) ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นและควรมีการค้ำยันกิ่งและฉีดสารเคมีป้องกันโรคและแมลงด้วย ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ควรมีการลดการให้น้ำลงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ควรมีการตัดแต่งกิ่ง ฉีดยาป้องกันโรคและแมลง ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น สูตร 15-15-15 อัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอกในอัตราเท่ากับอายุของต้น

ข้อมูลสาธารณูปโภค ตำบลแสงภา

หมู่ที่ ชื่อบ้าน น้ำประปา(แห่ง) ไฟฟ้าปี พ.ศ. โทรศัพท์(แห่ง)
12

3

4

5

6

 

แสงภา

ป่าก่อ

หัวนา

นาปอ

บ่อเหมืองน้อย

หัวยน้ำผัก

12

2

2

1

1

25352535

2535

2535

2535

2535

22

2

2

1

1

รวม 6 9 9

ข้อมูลสิ่งก่อสร้าง ศาสนสถาน สถานที่ราชการ

หมู่ที่ วัด เมรุ โรงเรียน อนามัย อบต สระน้ำ,ฝาย
12

3

4

5

6

 

2

1

1

1

1-

-

1-

1

1

1

-1

-

-1

-

22

-

รวม 5 1 4 1 1 4

๒.๒   ข้อมูลด้านชีวภาพ

พันธุ์พืชเศรษฐกิจที่ปลูก/พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ ที่เกษตรกรผลิตเป็นอาชีพหลัก    ได้แก่ ข้าวนา ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง ขิง พืชผัก เช่น โกโบ้ กะหล่ำปลี ผักกาดขาวปลี เขียวปลี  มะเขือ พริก และแตงกวา ไม้ผลที่ปลูกได้แก่ มะขามหวาน ส้มเขียวหวาน มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ เงาะ สับปะรด เป็นไม้ผลที่เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตได้บ้างเป็นส่วนน้อย เนื่องจากการผลิตยังไม่มากนัก

พันธุ์พืชที่ปลูก

–  ข้าว    ได้แก่    พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ   ๑๐๕  , กข ๖ , พันธุ์พื้นเมือง (ซิวเกลี้ยง/หางปลาไหล)

–  มันสำปะหลัง  ได้แก่   พันธุ์เกษตรศาสตร์  ๕๐ , ระยอง ๙๐,ระยอง ๗๒ , ห้วยบง  ๖๐

–  หม่อน   ได้แก่  บร.๖๐ , นม.๖๐  ,  หม่อนน้อย, หม่อนไผ่

พันธุ์สัตว์

–  โคเนื้อ   ได้แก่  พื้นเมือง

–  สุกร   ได้แก่   ลาจไวท์ , ดูรอคเจอร์ซี่

การใช้ที่ดิน

ตำบลแสงภามี่เนื้อที่ทั้งหมด    103,558  ไร่  แยกได้ดังนี้

  • พื้นที่ทั้งหมด                                                          103,558  ไร่
  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติภุสวนทราย 71,054  ไร่
  • พื้นที่ถือครองทางการเกษตร  10,695  ไร่
  • ที่อยู่อาศัย                                                                  143 ไร่
  • พื้นที่สาธารณะอื่นๆ       425  ไร่
  • เนื้อที่ถือครองเฉลี่ยประมาณ                             15-20  ไร่/ครัวเรือน

ระบบการผลิตพืช/สัตว์/ประมง

–  ระบบการผลิตพืช เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องอาศัยปัจจัยตามธรรมชาติ  เป็นหลักในการผลิต    ปีใดธรรมชาติสมบูรณ์ฝนดี เกษตรกรจะได้รับผลผลิตมาก หากมีปัญหาทางธรรมชาติ เนื่องจากสภาพพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ภูเขา มีความลาดชันสูงต้องอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลัก อาชีพการเกษตร  จึงมีความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละปี

–  ระบบการผลิตสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร สัตว์ที่นิยมเลี้ยงได้แก่ โคเนื้อ กระบือ เพราะสามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวอีกอาชีพหนึ่ง ในฤดูแล้งเกษตรกรจะปล่อยเลี้ยงบริเวณทุ่งนา ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจะนำโค,กระบือ ปล่อยเลี้ยงในป่าสงวนแห่งชาติ หรือบริเวณหัวไร่ปลายนา การเลี้ยงโค,กระบือ มีปัญหาจำกัดเรื่องพื้นที่ในการทำแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ และเกษตรกรไม่นิยมปลูกหญ้า ส่วนใหญ่ปล่อยโค,กระบือ ให้หากินตามธรรมชาติ แล้วล้อมคอกกั้นเป็นแนวบริเวณจำกัด ในเขตพื้นที่ว่าง ส่วนการเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ เช่น สุกร,เป็ด,ไก่ ปล่อยเลี้ยงธรรมชาติ สุกรจะเลี้ยงเฉพาะผู้มีโรงสีข้าวส่วนเป็ด – ไก่ เลี้ยงเกือบทุกครัวเรือนเพื่อบริโภค ถ้ามีมาก ๆ แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้างไม่มีการทำฟาร์มเลี้ยงเพื่อเศรษฐกิจ

–  การประมง/การเลี้ยงปลาน้ำจืด แหล่งน้ำและพื้นที่จะขุดบ่อปลามีจำนวนจำกัด เพราะ           มีความลาดชัน เกษตรกรบางรายสามารถขุดสระได้ ก็จะนำพันธุ์ปลาไปปล่อยเลี้ยงบางรายใช้วิธีเลี้ยงใน          บ่อซีเมนต์ หรือท่อคอนกรีต บริเวณข้างบ้าน เพราะพื้นที่มีจำกัดปลาที่เลี้ยงได้แก่ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลายี่สกเทศ ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือน หากมีการจำหน่ายก็จำหน่ายในชุมชนเท่านั้น

การผลิตข้าวนา

จะทำการเพาะปลูกในฤดูนาปี เพียงปีละ 1 ครั้ง พื้นที่นามีบริเวณจำกัดเฉพาะที่ราบลุ่ม           การทำนาขั้นบันไดตามที่ราบเชิงเขา และหุบเขาก็มีอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เกษตรกรอาศัยน้ำตามลำห้วยเชิงเขาและลำน้ำที่ไหลผ่านในการทำนา ข้าวนาปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน เพราะที่นามีน้อย โดยเฉลี่ย ครัวเรือนละ 1 – 2 ไร่ บางครอบครัวไม่เพียงพอในการบริโภค จึงจำเป็นต้องปลูกข้าวไร่เพิ่มเติม พันธุ์ข้าวนาที่ปลูกได้แก่ กข.6 กข.10 แล้วข้าวเหนียวสันปาตอง เพาะปลูกเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน  ส่วนมากใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8  15-20 กก./ไร่ เนื่องจากส่วนใหญ่ที่นาเป็นดินทรายผลผลิตเฉลี่ย 550 กก./ไร่

การทำนา    มี   ๒  วิธี  คือ

๑.๑   การหว่าน     เกษตรกรจะหว่านข้าว    เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแรงงานและฝนทิ้งช่วง     ปัจจุบันจะทำนาหว่าน  ๖๐%    ในปีฝนดีและปกติ    ถ้าแล้งวิธีการไถดะทิ้งไว้    ๗ – ๑๐  วัน   แล้วไถแปรหว่านข้าวแห้ง     แล้วคราดกลบ   ช่วงเดือนกรกฎาคม  – กลางเดือนสิงหาคม    ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ๑๐ – ๑๕  กก.  ไร่

๑.๒   การปักดำ      เกษตรกรจะตกกล้าโดยคัดเลือกพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้แหล่งน้ำสามารถควบคุมน้ำได้ดี     อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์  ๕ – ๑๐  กก. / ไร่    อายุกล้าได้  ๒๕ – ๓๐  วัน   จะถอนไปปักดำระยะ  ๑๕ – ๒๕  เซนติเมตร

–  การดูแลรักษา   ปกติหลังปักดำ   ๑๐ – ๑๕  วัน   เกษตรกรจะเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งที่  ๑  สูตร   ๑๖ – ๑๖ – ๘  อัตรา  ๒๐ – ๒๕  กก. ไร่     ครั้งที่   ๒  ระยะข้าวตั้งท้อง   สูตร   ๔๖ – ๐ – ๐   หรือ  ๒๑ – ๐ – ๐   อัตรา   ๕ – ๑๐  กก. / ไร่

–  การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว    ในพื้นที่ตำบลโนนรัง   ไม่พบโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาดรุนแรง     จะพบบ้างเล็กน้อย     การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดมีแนวโน้มลดลงมาก    เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ระบบนิเวศน์ในนาข้าวตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร   ตั้งแต่ปี  ๒๕๔๓   เป็นต้นมา

–  การเก็บเกี่ยว    จาก  ๓  ปี   ที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรใช้คนเกี่ยวและใช้เครื่องนวด  ๙๘%    เนื่องจากขาดแรงงาน    สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการลดขั้นตอน

–   การจำหน่าย    เกษตรกรจะนำข้าวเปลือกไปขายให้กับพ่อค้าที่อำเภอนาแห้ว    และอำเภอด่านซ้าย   จังหวัดเลย      และบางส่วนเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

–   หลังเก็บเกี่ยว     เกษตรกรส่วนใหญ่จะปล่อยให้เป็นอาหารของวัว จนถึงฤดูกาลทำนาอีกครั้ง

การเพาะปลูกพืชไร่

ตามสภาพพื้นที่ของตำบลแสงภา เป็นภูเขาสูง พื้นที่ส่วนมากมีความลาดชันลักษณะเป็น        ลูกคลื่นเกษตรกรจึงมีอาชีพการปลูกพืชไร่ เป็นหลักพืชที่ปลูกได้แก่ ข้าวไร่  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วลิสง ถั่วดำ ขิง กระชายดำ ข้าวไร่ปลูกไว้บริโภคในครัวเรือนส่วนพืชไร่ชนิดอื่น ๆ ปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้ แต่มีปัญหา     ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนและต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก เป็นปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้มีความเสี่ยงทุกปีในการลงทุนปลูกพืช – อีกทั้งห่างไกลตลอด ผลผลิตตกต่ำก็ไม่คุ้มกับการลงทุน

การปลูกหม่อน – เลี้ยงไหม

ปัจจุบันการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรยังมีการเลี้ยงเพียงเล็กน้อย มีสมาชิกที่เลี้ยงไหมที่บ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ที่ 5 จำนวน 6 ราย ส่วนที่บ้านนาปอ หมู่ที่4 อยู่ระหว่างการปลูกหม่อน สมาชิก 9 ราย การเลี้ยงใน 1 ปี สามารถเลี้ยงได้เฉลี่ย 8 รุ่น ผลผลิต 40 กก./กล่อง ปัจจุบันจำหน่ายไหมได้กิโลกรัมละ            100-120 บาท

มันสำปะหลัง

เกษตรกรจะทำการปลูกมันสำปะหลัง   เดือนเมษายนและพฤษภาคม  อายุเก็บเกี่ยวประมาณ  ๘ – ๑๒  เดือน    ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาหัวมันสดและความจำเป็นในการใช้เงินของเกษตรกร

การปลูก    เกษตรกรจะทำการปลูกโดยวิธีตั้งตรง   ระหว่างต้นแถวห่างกัน  ๑   เมตร    ท่อนพันธุ์ยาวประมาณ  ๒๐ – ๒๕  ซม.

การดูแลรักษา     เกษตรกรจะทำรุ่นกำจัดวัชพืช  ๒   ครั้ง   ถ้าปลูกปลายฝนจะทำรุ่นครั้งเดียว

การใส่ปุ๋ย      เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยสูตร   ๑๕ – ๑๕ – ๑๕  ในอัตรา  ๒๕ – ๕๐  กก. / ไร่   เกษตรกรจะใส่ในช่วงของการทำรุ่นเท่านั้น     ปุ๋ยคอกเกษตรกรจะใส่ปุ๋ยคอกพร้อมกับการเตรียมดินก่อนการปลูกอัตราการใช้ปุ๋ยคอก  ๑,๐๐๐  กก. / ไร่

การเก็บเกี่ยว     ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวในช่วงหน้าแล้ง     เพราะจะให้เปอร์เซ็นต์แป้งมันสูงผลผลิตเฉลี่ยประมาณ  ๓,๒๐๐  กก. / ไร่

การจำหน่าย     เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวไปขายเป็นหัวมันสดที่โรงงานในอำเภอท่าลี   ซึ่งอยู่ห่างจากตำบลประมาณ  ๘๐  กิโลเมตร

การทำสวนไม้ผล-ไม้ยืนต้น

ไม้ผลที่ปลูกได้แก่ มะขามหวาน มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ ส้มโอ และส้มเขียวหวาน ไม้ยืนต้น เช่น มะคาเดเมียนัท, กาแฟพันธุ์อราบิก้า

การปลูกพืชผัก

ส่วนใหญ่ปลูกไว้เพื่อการบริโภค จะทำการเพาะปลูก ในช่วงฤดูหนาวหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวนาแล้วปลูกลงแปลงนา มีเกษตรกรบางรายปลูกเพื่อการค้า เช่น โกโบ้ หอมญี่ปุ่น พริก มะเขือ แตงกวา กะหล่ำปลี ผักที่ปลูกไว้บริโภคได้นาน นอกจากนี้ก็มีผักพื้นบ้านได้แก่ ผักโขม ผักหวาน ผักว่าน ใบบัวบก ที่เกษตรกร          หาเก็บมาบริโภคได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น เกษตรกรจึงไม่นิยมปลูกผัก

การเลี้ยงสัตว์

สัตว์ที่เลี้ยง ได้แก่ โคพื้นเมือง กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ส่วนใหญ่เลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติสำหรับการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรตำบลแสงภา   เลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน   เช่น   กระบือ เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคและเป็นรายได้เสริมในครัวเรือน   ได้แก่  โค  เป็ด   ไก่  สุกร   เป็นต้น    โดยเฉพาะโคเนื้อ     เกษตรกรมีแนวโน้มการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น    เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายได้ผลตอบแทนสูง    ส่วนกระบือเกษตรกรมีแนวโน้มการเลี้ยงลดลง    เพราะได้มีการใช้เครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาช่วย  ทำเลเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรส่วนใหญ่    ได้แก่    ที่สาธารณะต่าง   ๆ   ของหมู่บ้านและตามหัวไร่ปลายนาของตนเอง

การเลี้ยงปลา

เลี้ยงเพื่อบริโภคในครัวเรือน เช่นเลี้ยงในบ่อดิน สระ บ่อพลาสติก และท่อคอนกรีต ตามบริเวณข้างบ้าน

ปฏิทินกิจกรรมในการดูแลปลูกพืชและสัตว์

001

หมายเหตุ พืชชนิดใดหากปลูกช่วงปลายปีก็จะมีอายุการเก็บเกี่ยวในปีถัดไปเป็นพืชข้ามปี คาบเกี่ยวกัน เช่น ปลูกผักเดือน พฤศจิกายน ปี 2555 ก็จะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ ในปี 2556   เป็นต้น

ตารางแสดงการเลี้ยงสัตว์/ประมง

002

เทคโนโลยีการผลิตพืช / สัตว์/ประมง

การผลิตข้าวนา

–  พันธุ์ข้าว ปัจจุบันเกษตรกรปลูกพันธุ์ กข.6,กข.10 ที่ทางราชการส่งเสริม และมีพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่น ๆ ได้แก่ ข้าวเหนียวสันปาตอง

–  การปลูก ในการผลิตข้าวนาปี เกษตรกรอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ในการผลิต

–  การตกกล้า เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน

– การปักดำ เดือน มิถุนายน – กรกฎาคม

– การเตรียมดิน ใช้เครื่องทุ่นแรง(รถไถเดินตาม) ไถดะ 1 ครั้ง ไถแปร 1 ครั้ง คราด 1 ครั้ง

–  การปักดำ ใช้แรงงานในครัวเรือน การลงแขกเอาแรง และมีการจ้างแรงงานบ้างเพียงเล็กน้อย ระยะปักดำเท่ากับ 25 x 25 ซม.

–  การปฏิบัติดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย ยังใส่ปุ๋ยไม่ถูกต้องตามระยะเวลา และใส่ปุ๋ย ไม่ตรงตามความต้องการของต้นข้าว

–  การเก็บเกี่ยว ช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม โดยใช้แรงงานในครัวเรือนและการลงแขกเอาแรง ตามกข้าวประมาณ 3 – 5 แดด

–  การนวด ยังนิยมใช้แรงงานคน นวดโดยใช้ไม้คีบ (กัง) คีบข้าวเป็นมัดแล้วตีหรือฟาดลงบนลานผ้าใบ แล้วใช้พัดโบก (วี) เอาเศษหญ้าและฟางออก เสร็จแล้วตักใส่กระสอบเก็บเข้ายุ้งฉาง

–  ผลผลิตเฉลี่ย 550 กก./ไร่

การผลิตข้าวไร่

–  พันธุ์เกษตรกร นิยมบริโภคข้าวเหนียว ส่วนมากจึงปลูกข้าวเหนียวเป็นหลักข้าวไร่ที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองได้แก่ พันธุ์ซิวเกลี้ยง ซิวทอง และหางปลาไหล

–  การปลูก เตรียมดินปลูกเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม เตรียมดินโดยการถางและเผาป่าเมื่อฝนตกจึงทำการไถตากดิน และใช้จอบย่อยดิน เก็บเศษวัชพืชเมื่อฝนตกอีกครั้งจึงทำการปลูก โดยวิธีสักรุ่ง(ไม้มีปลายแหลม) ทำเป็นหลุม

–  การดูแลรักษา อายุ 15-30 วัน ข้าวงอกแล้ว ก็ใช้จอบเสียมดายหญ้าและใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 15-20 กก./ไร่

–  ผลผลิตเฉลี่ย 350-450 กก./ไร่

การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตำบลแสงภา

– พันธุ์ ปัจจุบันเกษตรกรปลูกข้าวโพดลูกผสมเดี่ยว เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงอัตราเมล็ดพันธุ์ 2 – 3 กก./ไร่ การเตรียมดินไถ 1 ครั้งช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม จะทำการปลูกเมื่อดินมีความชื้นหรือฝนตกลงมาครั้งที่ 2 ประมาณ เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน ระยะปลูกระหว่างคัน 50 ซม. ระหว่างแถวม 75 ซม. หยอด 2-3 เมล็ด/หลุม

–  การดูแลรักษา อายุ 15-30 วัน ทำการกำจัดวัชพืช พร้อมใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15,20-10-0,16-20-0 ในอัตรา 20-25 กก./ไร่ และเกษตรกรบางรายใช้สารเคมีควบคุมวัชพืชหลังปลูก 1-3 วัน

–  การเก็บเกี่ยว โดยใช้แรงงานในครัวเรือน และจ้างแรงงานบ้างเล็กน้อยประมาณเดือน กันยายน- พฤศจิกายน แล้วเก็บเข้ายุ้งฉาง รอการนวดโดยใช้เครื่องนวดโดยมีพ่อค้าท้องถิ่นรวบรวมผลผลิตจำหน่ายผลผลิตประมาณ 650-800 กก./ไร่

การผลิตถั่วลิสง

–  พันธุ์  เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ไทนาน9 เพราะให้ผลผลิตดีกว่าพันธุ์อื่นๆ นอกจากพันธุ์ไทนาน 9 แล้วก็มีพันธุ์ ขอนแก่น 60 และพันธุ์พื้นเมือง

–  การปลูก ปลูก 2 รุ่นคือ

รุ่นที่ 1 ต้นฝน เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน

รุ่นที่ 2 ปลายฝน เดือน สิงหาคม – กันยายน

–  การเตรียมดิน ไถ 1 ครั้ง แล้วทำการย่อยดินเก็บเศษวัชพืช และทำการปลูกเมื่อดินมีความชื้นระยะปลูก 20×30 ซม. หลุมละ 2-3 เมล็ด

–  การปฏิบัติดูแลรักษา อายุ 15-30 วัน กำจัดวัชพืชและมีการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15,13-13-21 อัตรา 15-20 กก./ไร่ มีเกษตรกรบางรายใช้สารเคมีควบคุมวัชพืชหลังปลูก 1-5 วัน เมื่ออายุได้ 40 วัน กำจัดวัชพืช ครั้งที่ 2 พร้อมกับพูนโคน และใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 แต่ส่วนมากเกษตรกรจะใส่ปุ๋ยเพียงครั้งเดียว

–  การเก็บเกี่ยว รุ่นแรกประมาณต้นเดือนสิงหาคม  รุ่นที่ 2 เดือน พฤศจิกายน แต่รุ่นที่ 2 ต้องใช้จอบหรือเสียมขุดเพราะดินแข็ง ฝักถั่วจะขาดอยู่ในดิน

–  ผลผลิตเฉลี่ย 250-300 กก./ไร่ และเกษตรกรนิยมขายถั่วลิสงสด ๆ โดยมีพ่อค้าท้องถิ่นรวบรวมรับซื้อ

การผลิตขิง

–  พันธุ์  ขิงหยวก อัตรา 300-400 กก./ไร่

–  การคัดพันธุ์ แง่ง เต่ง ไม่มีโรคแมลง มีตาข้อถี่ เนื้อไม่นิ่ม อายุประมาณ 10-12 เดือน

–  การเตรียมดิน เกษตรกรถางป่าและเผาเก็บเศษวัชพืช แล้วไถ 2-3 ครั้ง เพื่อทำการย่อยดิน ทำยกร่องปลูก

–  การปลูก ยกร่องยาว ความห่างระหว่างแถว 40-50 ซม. วางท่อนพันธุ์ระยะ 15-20 ซม. กลบดินและใช้หญ้าค่าปกไว้กันความชื้น

–  การดูแลรักษา อายุ 30 วัน กำจัดวัชพืช พรวนดินใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 50 กก./ไร่อายุ 60 วัน กำจัดวัชพืช ครั้งที่ 2 พร้อมกับใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ประมาณ 50 กก./ไร่

–  การเก็บเกี่ยวเกษตรกรเก็บเกี่ยว 2 ระยะคือ เก็บขิงอ่อนอายุ 4-6 เดือน ขิงแก่อายุ 8-10 เดือนและเก็บไว้ทำพันธุ์อายุ 10 เดือนขึ้นไป ผลผลิตขิงอ่อน 1,500-2,000 กก./ไร่ ขิงแก่ 3,000 – 3,500 กก./ไร่

การปลูกไม้ผล

ไม้ผลที่ปลูกในตำบลแสงภา ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ ส้มโอ มะขาม และส้มเขียวหวาน ในปัจจุบันเกษตรกรหันมาปลูกส้มเขียวหวานทดแทนการปลูกมะขามหวาน และลำไย ที่ให้ผลผลิตไม่คุ้มทุนส่วนมากขาดการดูแลรักษา โรคแมลงระบาด รักษายาก

การผลิตส้มเขียวหวาน

–  พันธุ์ที่ปลูก สีทอง บางมด โชกุน

–  การปลูก เกษตรกรปลูกส้มเขียวหวานบริเวณที่ลาดเชิงเขาใกล้แหล่งน้ำโดยการทำขั้นบันไดและต่อระบบน้ำจากภูเขา

–  การปลูกใช้ระย 3×3 ซม. 3×4 ซม.

–  การปฏิบัติดูแลรักษา มีการให้น้ำโดยลากสายยางรด เกษตรกรบางรายติดตั้งระบบน้ำหยดกับต้นส้มทุกวัน มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และสูตร 13-13-21 ช่วงติดผล

–  การกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชโดยวิธีการเกษตรแบบผสมผสาน มีกรผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ

–  ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,200-2,000 กก./ไร่ เพาะปลูกส้มใหม่อายุยังไม่มากส่วนใหญ่ส้มอายุ 2-5 ปี เริ่มให้ผลผลิต

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

ตำบลแสงภามีน้ำตกที่สวยงามซึ่งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หลายแห่ง ได้แก่ น้ำตกคริ่ง น้ำตกช้างตก น้ำตกวังตาดตั้งอยู่บ้านป่าก่อ หมู่ที่ 2 น้ำตกตาดภาและน้ำตกวงถ้ำพระตั้งอยู่บ้านแสงภา หมู่ที่ 1 น้ำตกตาดเหืองตั้งอยู่บ้านบ่อเหมืองน้อย หมู่ที่ 5 น้ำตกห้วยสะทึกตั้งอยู่
บ้านห้วยน้ำผัก หมู่ที่ 6 และยังมีภูเขาต่างๆ อาทิ ภูสวนทราย ภูเมี่ยง และภูแท้แล้ สำหรับโบราณสถาน/วัดที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มี 2 แห่ง คือ พระธาตุดินแทน หรือพระธาตุดินแถม ก่อสร้างเมื่อปี 2164 การก่อสร้างใช้ดิน หิน ก่อสร้าง องค์พระธาตุตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านแสงภา ห่างจากหมู่บ้าน 800 เมตร สำหรับวัดศรีโพธิ์ชัยตั้งอยู่ที่บ้านแสงภา ตำบลแสงภา ลักษณะของพระอุโบสถคล้ายวัดเชียงทอง เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์จะมีงานแห่ต้นดอกไม้ตามประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีมาแล้ว โดยในปี พ.ศ. 2545 สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลยประกาศให้งานประเพณีนี้เป็นงานเทศกาลประเพณีประจำปีของอำเภอนาแห้ว

.๓ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

๑.  การประกอบอาชีพ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักด้านการเกษตร ทำไร่ ทำนา และเลี้ยงสัตว์ รองลงมาเป็นอาชีพค้าขายและรับราชการ สำหรับอาชีพรองเป็นอาชีพรับจ้าง

๒.  การถือครองที่ดิน เกษตรกรส่วนใหญ่มีมีเอกสารสิทธิ์ ได้แก่ ส.ค.1 กสน.5 และมีเกษตรกรบางส่วนไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองประมาณร้อยละ ๙๕

๓.  ครัวเรือนเกษตร     ร้อยละ   ๘๕  ของครัวเรือนทั้งหมด

๔.  พื้นที่ทำการเกษตร    เฉลี่ย   ๑๕-๒๐  ไร่  ต่อครัวเรือน

๕.  แรงงานภาคเกษตร   เฉลี่ย  ๔  คนต่อครัวเรือน

๖.  รายได้    ตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ)  ปี  ๒๕๕๔  โดยร้อยละ  ๙๗.๘๐  ของครัวเรือนทั้งหมด   มีคนในครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า  ๒๓,๐๐๐  บาทต่อคนต่อปี

๗.  ผลผลิตเฉลี่ย    ข้าวนาปี   ๕๔๘  กิโลกรัมต่อไร่    มันสำปะหลัง   ๔,๐๗๐  กิโลกรัมต่อไร่  อ้อยโรงงาน   ๑๒,๙๘๕  กิโลกรัมต่อไร่   และงาดำ   ๗๗  กิโลกรัมต่อไร่

๘.  ต้นทุนการผลิต   ข้าวนาปี   ๒,๓๕๐   บาทต่อไร่     มันสำปะหลัง   ๒,๖๒๐   บาทต่อไร่    และอ้อยโรงาน   ๖,๖๓๐  บาทต่อไร่

๙.   เครื่องมือการเกษตร   เกษตรกรใช้แรงงานเครื่องจักรที่เป็นของตนเองหรือจ้างเครื่องจักรแทนแรงงานคนและแรงงานสัตว์   เนื่องจากประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายและทันต่อฤดูกาล   ได้แก่    รถไถขนาดใหญ่     รถไถเดินตาม   รถบรรทุก    เครื่องสูบน้ำ    เครื่องพ่นยา   รถนวดข้าว  และโรงสีข้าว  เป็นต้นสำนักงานสถิติจังหวัดเลยรายงานว่า พ.ศ. 2549 โรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อมในพื้นที่ตำบลพบว่า มีจำนวนโรงสีข้าวขนาดเล็กที่สีข้าวได้น้อยกว่าวันละ 5 เกวียนจำนวน 2 โรง ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภารายงานว่า มีโรงสีข้าวขนาดเล็กใช้สีข้าวเพื่อบริโภคในหมู่บ้าน 5 โรง

.   การรวมกลุ่มเกษตรกร

การรวมกลุ่มเกษตรกร   ตำบลแสงภา  พอสรุปได้ดังนี้

๑.   กลุ่มส่งเสริมอาชีพ  ได้แก่

–   ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลแสงภา    ๑   แห่ง

–   กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร  ๓ กลุ่ม

-    วิสาหกิจชุมชน ๖ กลุ่ม

–   ยุวเกษตรในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาปอ

๓.  การระดมทุน

การระดมทุนหมุนเวียนของแต่ละกลุ่มกิจกรรม   แบ่งออกเป็น  ๒  รูปแบบ   คือ

๑.  เงินทุนในชุมชน     เป็นเงินทุนที่มาจากการระดมทุนจากสมาชิกในชุมชน    เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ   โดยร่วมทุนในลักษณะการซื้อหุ้น      เมื่อกิจการมีรายได้ขึ้นก็มีการจัดสรรเงินปันผลหรือนำรายได้ไปขยายกิจกรรมหรือจัดสรรไปใช้ในการพัฒนาชุมชน

๒.  เงินทุนจากภายนอก     เป็นเงินทุนที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลและเอกชน   เช่น   เทศบาลตำบล     สำนักงานเกษตรอำเภอ    งบกระตุ้นเศรษฐกิจ    เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพของตนในชุมชน

๔.  แหล่งสินเชื่อเพื่อการเกษตร

–  กู้จาก  ธกส. / สหกรณ์การเกษตร

–  กู้จาก  ธนาคารพาณิชย์   /  กองทุนภายในหมู่บ้าน

–  กองทุนหมู่บ้าน 1,000,000 บาท

–  กองทุน กข.คจ.

–  กู้จากญาติและของตนเอง

๕.  ข้อมูลการตลาด  (วิถีการตลาด / แหล่งรับซื้อผลผลิต)

–   ข้อมูลการตลาด   เกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสาร     โดยผ่านศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ,  หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน , วิทยุ , โทรทัศน์

–  วิถีการตลาด     แหล่งรับซื้อผลผลิตและการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกร

วิถีการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

003

วิถีการตลาดผลไม้

103

๒.๔    ข้อมูลด้านสังคม

.  จำนวนประชากรและครัวเรือน

ตำบลแสงภามีประชากรทั้งสิ้น  ๑,๘๓๑  คน แยกเป็นชาย  ๙๒๓  คน  หญิง  ๙๐๘  คน มี จำนวนครัวเรือนทั้งตำบลมีประมาณ ๕๓๙  ครัวเรือน  ขนาดสมาชิกโดยเฉลี่ยครัวเรือนหนึ่งประมาณ   ๔   คน

ตารางแสดงจำนวนประชากรจำแนกตามหมู่บ้าน

หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน
ชาย หญิง รวม
1 แสงภา 211 222 433 130
2 ป่าก่อ 237 244 481 130
3 หัวนา 122 134 256 76
4 นาปอ 105 106 211 49
5 บ่อเหมื่องน้อย 133 116 249 77
6 ห้วยน้ำผัก 115 86 201 77

 

ที่มา : ฝ่ายทะเบียนและบัตร   ที่ทำการปกครองอำเภอนาแห้ว

ข้อมูล  ณ   เดือน ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๕๓

๒.  พื้นที่ / สภาพการถือครอง

เนื้อที่

ตำบลแสงภามี่เนื้อที่ทั้งหมด    103,558  ไร่  แยกได้ดังนี้

 พื้นที่

  • พื้นที่ทั้งหมด                                                          103,558  ไร่
  • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติภุสวนทราย 71,054  ไร่
  • พื้นที่ถือครองทางการเกษตร  10,695  ไร่
  • ที่อยู่อาศัย                                                                  143 ไร่
  • พื้นที่สาธารณะอื่นๆ       425  ไร่
  • เนื้อที่ถือครองเฉลี่ยประมาณ   15-20         ไร่/ครัวเรือน

๓.  ประวัติความเป็นมา / รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของสมาชิกในชุมชน

ประวัติความเป็นมาของสมาชิกในชุมชน รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน “บ้านเชียงภาหรือบ้านแสงภาฯ ตั้งขึ้นเมื่อใด ไม่มีใครทราบแน่นอน หลายคนได้สันนิษฐานว่า ตั้งขึ้นราวปี พ.ศ. 2030 ประมาณ 500 กว่าปีมาแล้ว เล่ากันว่ามีพรานป่า คนหนึ่งตามฝูงช้างมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อหวังล่าเอางาติดตามฝูงช้างมาเป็นแรมเดือนและตามทันฝูงช้างที่โป่งโซ แต่ยังไม่ทันยิงช้าง ช้างได้แตกหนีไปเสียก่อน โป่งไซ อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 6 ถนนสายนาแห้ว  – แสงภา จากนั้นพรานได้ตามฝูงช้างถึงนาห้างเป็นเวลาค่ำพอดี พรานได้ทำห้าง (แคร่ไม้) นอนบนต้นไม้สูงเพราะสัตว์ร้ายชุกชุมในที่แห่งนี้ พอรุ่งเช้าก็ติดตามฝูงช้างต่อไปจนถึงทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลำน้ำ 2 สายมาบรรจบกัน คือลำน้ำภา และลำน้ำแพร่ ปัจจุบันคือ บ้านแสงภาเมื่อพรานล้มช้างได้แล้วและได้เล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่าตนเองได้ติดตามฝูงช้างไปไกลมากแล้วได้พบสถานที่แห่งหนึ่งเป็นทุ่งกว้าง มีแหล่งน้ำสมบูรณ์

นายภา หรือเซียงภา ได้ทราบข่าว จึงได้ชักชวนญาติพี่น้อง มาตั้งถิ่นฐาน ตามคำบอกเล่าของนายพราน เซียงภาได้ตั้งถิ่นฐาน ประมาณ 7 ปี สมาชิกหมู่บ้านก็เพิ่มมากขึ้น จึงได้สร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจสร้างเสร็จราว พ.ศ. 2123 มีอายุถึงปัจจุบัน 424 ปี ภายในโบสถ์มีพระประธาน เมตตาหน้าตักกว้าง 2.30 เมตร สูง 3.60 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เป็นประธานวัดศรีโพธิ์ชัย บ้านแสงภา และมีความศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านเรียกว่า “พระปู่” ไม่มีผู้ใดทราบว่าช่างที่ออกแบบสร้าง และพระประธานมาจากที่ใด เพียงแต่เป็นการเล่าสืบต่อกันมา แต่บรรพบุรุษแต่เดิมเรียกบ้านเซียงภานานๆ เข้าชาวบ้านก็เรียกว่า “บ้านแสงภา”

ประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากมีอาณาเขตติดต่อกัน ดังนั้นจึงใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการสื่อสารกันเรียกว่า ภาษาลาว๔. 

ขนบธรรมเนียมประเพณี / พิธีกรรม

ในตำบลแสงภา มีขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ มากมาย ความศรัทธาและความเชื่อเหล่านั้น นับว่าเป็นคุณประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ของชุมชนในท้องถิ่น ให้มีความสงบร่มเย็นและเจริญขึ้นเรื่อย ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

งานบุญประเพณีที่ชาวตำบลแสงภายึดถือปฏิบัติ

–  บุญวันขึ้นปีใหม่                   เดือนมกราคม

–  บุญข้าวเปลือก                    เดือนกุมภาพันธ์

–  บุญพระเวส                       เดือนมีนาคม

–  ประเพณีสงกรานต์               เดือนเมษายน

–  บุญเข้าพรรษา                    เดือนกรกฎาคม

–  บุญข้าวสาก                      เดือนกันยายน

–  บุญออกพรรษา/บุญบั้งไฟ        เดือนตุลาคม

–  บุญกฐิน                           เดือนพฤศจิกายน

–  งานฉลองพระธาตุดินแทน       เดือนมกราคม – ธันวาคม

๕.  ศาสนา / สิ่งยึดเหนี่ยว / ข้อห้ามต่าง  ๆ

ประชาชนส่วนใหญ่   ๙๙%     นับถือศาสนาพุทธ      โดยมีวัดเป็นจุดศูนย์กลางตาม

หมู่บ้านต่าง  ๆ   มีสำนักสงฆ์  ค่านิยมความเชื่อสิ่งยึดเหนี่ยว เชื่อเรื่องภูตผี โชคลาภ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่อในเรื่องบุญบาป และราษฎร บ้านแสงภา บ้านป่าก่อ และบ้านหัวนา 3 หมู่บ้าน จะไม่ล่าสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ ในวันพระ 7 – 8 ค่ำ และ 14-15 ค่ำ ในหมู่บ้านนอกจากจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านพระเมตตาอยู่ในโบสถ์ องค์พระเพชร แล้วยังมีองค์พระธาตุดินแทนที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชา ของประชาชน ชาวตำบลแสงภา.

๖.  การศึกษา

ประชาชนในตำบลแสงภา   ๙๐%    ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับชั้นประถมปีที่  ๔   โดยมีโรงเรียนในเขตพื้นที่ ๔ โรงเรียน   ดังนี้

– โรงเรียนบ้านแสงภา

– โรงเรียนตำรวจตระเวนชายเดนบ้านนาปอ

– โรงเรียนบ้านห้วยน้ำผัก

– โรงเรียนบ้านบ่อเหมือน้อย

–   ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน 3 แห่ง

–   ศูนย์การเรียนชุมชน 1 แห่ง

–  ศูนย์ กศน.  จำนวน    ๑    แห่ง

๗.  ผู้นำ / กลุ่มตามธรรมชาติ

–  ผู้นำที่เป็นทางการ     ได้แก่    ผู้ใหญ่บ้าน    กำนัน    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน    สมาชิก  อบต.    แพทย์   ประจำตำบล

–  ผู้นำไม่เป็นทางการ    ได้แก่    อสม.   กรรมการหมู่บ้าน   ประธานกลุ่มอาชีพ   พระสงฆ์

๘.  องค์กรในชุมชน

องค์กรในชุมชนของตำบลแสงภา     จะอยู่ในรูปกลุ่มต่าง ๆ   ตามที่ทางราชการเข้ามาสนับสนุน    ในพื้นที่ได้แก่     กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน     กลุ่มเยาวชน     กลุ่มส่งเสริมอาชีพ    กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร    กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต   กลุ่มอาสาป้องกันฝ่ายพลเรือน  อสม.

๙.  กองทุน

กองทุนต่าง  ๆ   ในตำบลแสงภา    ที่ให้ประชาชนในชุมชนใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ     ดังนี้

–  กองทุนหมู่บ้าน

–  กองทุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน

–  กองทุนกลุ่มส่งเสริมอาชีพ

–  กองทุนโครงการศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน

–  กองทุนศูนย์สงเคราะห์ราษฎรประจำหมู่บ้าน

–  กองทุนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

๑๐.  ภูมิปัญญา

๑.  การกำจัดหอยเชอรี่     โดยการใช้แกลบหว่านตามแปลงนาข้าวที่มีหอยเชอรี่   ระบาดจะช่วยชะลอการทำลายข้าวลงได้

๒.  ยากันยุง    ใช้เปลือกส้ม   นำมาตากแดดให้แห้งจึงนำมาจุดไฟแทนยากันยุง

๓.  ยาแก้ท้องอืดในโค – กระบือ     ใช้น้ำมันพืชกรอกปากให้สัตว์กิน   หรือใช้ไพลมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำมันพืชกรอกให้สัตว์กิน

๔.  การป้องกันไรในไก่    ใช้ใบกระเพาแห้งโรยบริเวรคอกไก่หรือรังไข่หรือใช้ใบตะไคร้ตากแห้งแล้วเอามารองรับที่รังไข่ป้องกันไรได้

๕.  ป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก     ใช้บรเพ็ด    หรือชะอม    ทุบแช่น้ำให้เป็ด   ไก่กิน    นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมตลอดจนการทอเสื่อ      เพื่อใช้ในครอบครัวและจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย

บทที่  ๓

สถานการณ์ชุมชน

๓.๑  ปัญหาของชุมชน

๑.  ปัญหาด้านการประกอบอาชีพ

–  ราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ                       ร้อยละ   ๘๘.๘๙

–  ต้นทุนการผลิตสูง                                    ร้อยละ   ๘๕.๑๙

–  ขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ                      ร้อยละ   ๗๔.๐๗

–  แหล่งน้ำและปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอ  ร้อยละ  ๗๔.๐๗

–  มีศัตรูพืชรบกวน                                     ร้อยละ   ๗๐.๓๗

–  ปริมาณผลผลิตต่ำ                                   ร้อยละ   ๗๐.๓๗

–  คุณภาพดินเสื่อม   ขาดความอุดมสมบูรณ์          ร้อยละ   ๖๖.๖๗

–  ปัจจัยการผลิตมีราคาสูง                             ร้อยละ   ๖๒.๙๖

–  ประสบภัยธรรมชาติ                                 ร้อยละ   ๖๒.๙๖

–  ไม่มีคู   คลอง    ส่งน้ำเข้าพื้นที่ทำการเกษตร      ร้อยละ  ๖๒.๙๖

–  มีวัชพืชมาก                                          ร้อยละ   ๖๒.๙๖

–  ผู้รับซื้อผลผลิต (พ่อค้า)  เอาเปรียบ                ร้อยละ  ๖๒.๙๖

–  ขาดแคลนพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีคุณภาพ             ร้อยละ   ๕๑.๘๕

–  ที่ดินทำกินบางส่วนไม่มีเอกสารสิทธิ์                ร้อยละ  ๔๘.๑๕

นอกจากนี้มีปัญหาพื้นที่ทำการเกษตรไม่เพียงพอ    ขาดแคลนแรงงาน   ไม่มีตลาดรับซื้อผลผลิตในหมู่บ้าน / แหล่งรับซื้อผลผลิตอยู่ไกล  เป็นต้น

๒.  ปัญหาด้านการครองชีพ

–  ค่าครองชีพสูง                                        ร้อยละ   ๘๑.๔๘

–  รายได้น้อยกว่ารายจ่าย                             ร้อยละ   ๗๐.๓๗

–  ไม่มีอาชีพเสริม                                       ร้อยละ   ๖๖.๖๗

–  ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร                          ร้อยละ   ๖๒.๙๖

–  มีการว่างงานและอพยพแรงงานหลังฤดูทำนา      ร้อยละ   ๕๑.๘๕

–  แล้งจัด    ร้อยละ   ๔๔.๔๔

นอกจากนี้ปัญหาการคมนาคมไม่สะดวก    ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคจากยุงและปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อม    ไม่มีงานทำ    ปริมาณน้ำประปาไม่เพียงพอและขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในฤดูแล้ง    สวัสดิการและเบี้ยเลี้ยงชีพของผู้สูงอายุมีน้อย     ปัญหาการบริการและสารธารณสุขไม่ทั่วถึงและบุคลากรไม่เพียงพอ   เป็นต้น

๓.๒  ศักยภาพของพื้นที่

การวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ใช้วิธีการประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของพื้นที่โดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษาสภาพในพื้นที่ของตำบลซึ่งได้จากข้อมูลปฐมภูมิจากการสำรวจและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารแผนพัฒนาการเกษตรแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตำบลและเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่ นโยบายของรัฐในระดับต่างๆ ผลการประเมินศักยภาพของพื้นที่มีรายละเอียดดังนี้

ด้านสังคม

            จุดแข็ง

„ ประชาชนส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนสาว เนื่องจากมีอาณาเขตติดต่อกัน ดังนั้นจึงใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการสื่อสารกันเรียกว่า ภาษาลาว และมีประเพณีอันหลากหลายที่มาจากทั้งสองประเทศ

„ มีขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ มากมาย ความศรัทธาและความเชื่อเหล่านั้น นับว่าเป็นคุณประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ของชุมชนในท้องถิ่นให้มีความสงบร่มเย็นและเจริญขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน

„ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาวัฒนธรรมที่สำคัญ 2 แห่ง ซึ่งแห่งแรกได้แก่ พระธาตุดินแทนเป็นสิ่งที่เคารพนับถือเป็นอย่างยิ่งมีประวัติสืบต่อกันมาเป็นร้อยปี ซึ่งก่อสร้างโดยไม่ต้องใช้ปูนหิน เหล็กและทราย แห่งที่สองคือวัดศรีโพธิ์ชัยตั้งอยู่ที่บ้านแสงภา ในช่วงเทศกาล
วันสงกรานต์จะมีงานแห่ต้นดอกไม้ตามประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีมาแล้ว สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลยประกาศให้งานประเพณีนี้เป็นงานเทศกาลประเพณีประจำปีของอำเภอนาแห้ว

„ ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม

„ การรวมกลุ่มของประชาชนมีทุกประเภท บางส่วนเป็นกลุ่มที่เข้มเข็งและมีชื่อเสียง เช่น กลุ่มเกษตรกรทำไร่แสงภา กลุ่มเลี้ยงวัวบ้านแสงภาและกลุ่มแปรรูปผลผลิตการเกษตร
บ้านบ่อเหมืองน้อย เป็นต้น และบางกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน 7 กลุ่มและจำแนก 3 ประเภท

„ สินค้า OTOP ประจำตำบลแสงภา ได้แก่ แมคคาเดเมียอบของโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหาร ไวน์กระชายดำของกลุ่มเกษตรกรทำไร่แสงภา แยมสตอเบอรี่ของกลุ่มแปรรูปผลผลิตการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์จักสานด้วยไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์จักสานด้วยหวายและสุรากลั่นชุมชน เป็นต้น

จุดอ่อน

„ ขาดเอกภาพในการพัฒนาเรื่องการศึกษาอย่างเป็นระบบ

„ ขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูด้านการศาสนา และวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

„ ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ

„ ยาเสพติดระบาด

       โอกาส

„ ท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐต่างๆ ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ด้านการประกอบอาชีพ
ด้านต่างๆ ตามแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

„ รัฐมีนโยบายเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน  และส่งเสริม/สนับสนุนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

„ ท้องถิ่นมีโครงการส่งเสริม/สนับสนุนประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เช่นจัดตั้งหน่วยกู้ชีพตำบลเพื่อบรรเทาสาธารณภัย มีโครงการลดจำนวนผู้ติดยาเสพติด

„ มีการส่งเสริมการศึกษาให้เด็ก เยาวชนและผู้ด้อยโอกาส เช่นสนับสนุนอาหารกลางวัน
ให้ทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬา

„ มีการส่งเสริมจริยธรรม ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น–ส่งเสริมให้อนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น ปรับปรุงและบูรณะโบราณสถาน โบราณวัตถุ

    อุปสรรค

„ ปัญหาภัยยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญของท้องถิ่นและประเทศชาติ เพราะทำให้สังคมและคุณภาพชีวิตเสื่อมลง

„ ความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมืองใหญ่ทำให้เกิดการอพยพแรงงาน

„ อิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

„ งบประมาณในการพัฒนาทางด้านสังคม ชุมชน การศึกษาและสาธารณสุขขององค์การบริหารส่วนตำบลไม่เพียงพอเพราะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนี้น้อยกว่าการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านทรัพยากรธรรมชาติ

            จุดแข็ง

„ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผน
การใช้ที่ดิน ปรากฏว่าตำบลแสงภามีพื้นที่ซึ่งเป็นเขตป่าไม้ร้อยละ 99.60 ของเนื้อที่ตำบล โดยเป็นเขตป่าไม้ตามกฎหมายซึ่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมด (เขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาตินาแห้ว)

„ มีบริเวณพื้นที่คงสภาพเป็นป่าสมบูรณ์จำนวน 61,773 ไร่ หรือร้อยละ 81.84 ของเนื้อที่ตำบลซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าไม้ตามกฎหมายหรือเขตคุ้มครองสภาพป่าที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมด

„ มีแหล่งน้ำธรรมชาติ 5 สาย ได้แก่ ลำน้ำแพร่ ลำน้ำภาและลำน้ำเหืองไหลผ่านใช้ในด้านการเกษตร นอกจากนี้ยังมีลำห้วยอีก 16 สาย

„ มีน้ำตกที่สวยงามซึ่งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หลายแห่ง ได้แก่ น้ำตกคริ่ง น้ำตกช้างตก น้ำตกวังตาด ตั้งอยู่บ้านป่าก่อ หมู่ที่ 2 น้ำตกตาดภาและน้ำตกวงถ้ำพระตั้งอยู่บ้านแสงภา หมู่ที่ 1 น้ำตกตาดเหืองตั้งอยู่บ้านบ่อเหมืองน้อย

„ สภาพดินดีและมีสภาพอากาศหนาวเย็น ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลเหมาะสมแก่การเพาะปลูกและสภาพดินสามารถทำเป็นแหล่งกักเก็บน้ำได้

จุดอ่อน

„ ส่วนสำรวจจำแนกดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินพบว่าตำบลแสงภา
มีสภาพดินที่เป็นปัญหาต่อการเกษตรโดยเป็นพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนเกือบทั้งพื้นที่ คือร้อยละ 99.61 ของเนื้อที่ตำบล

„ ส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินที่ 1 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินรายงานว่า
มีบริเวณพื้นที่ป่าไม้น้อยกว่าพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายคือมีประมาณร้อยละ 82 ของเนื้อที่ตำบล ในสัดส่วนดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์เกือบทั้งหมด เพราะมีเพียงร้อยละ 0.33
ที่มีสภาพเป็นป่าผลัดใบรอการฟื้นฟูเนื่องจากมีสภาพเสื่อมโทรม

„ ลำน้ำภา ลำน้ำแพร่ สามารถทำการเกษตรได้เฉพาะพื้นที่นาและพื้นที่ราบลุ่มเท่านั้น
ตามรายงานของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินมีพื้นที่น้ำเพียง 10 ไร่ หรือร้อยละ 0.01 ของเนื้อที่ตำบล

„ จากการสำรวจของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินที่ 1 พบว่าเกษตรกรมีการใช้พื้นที่เพื่อการทำไร่หมุนเวียนประมาณ 1,510 ไร่ หรือร้อยละ 2 ของเนื้อที่ตำบล และมีการทำลายดินและสภาพแวดล้อมโดยวิธีการเตรียมดินด้วยการเผาป่า

„ ขาดแคลนแหล่งน้ำทำการเกษตร จากรายงานของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินพบว่า
มีพื้นที่แหล่งน้ำเป็นบ่อน้ำในไร่นาเพียง 10 ไร่ หรือร้อยละ 0.01 ของเนื้อที่ตำบล

„ ชาวตำบลขาดความตระหนักในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

„ สภาพภูมิประเทศทั่วไปเป็นที่ราบสูงชัน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้มีอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว บางปีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียสส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพของประชาชนที่ยากจนเพราะไม่มีเครื่องนุ่งห่มกันหนาวเพียงพอ

„ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูงและภูเขาทำให้ยากแก่การนำน้ำมาใช้ทำการเกษตร

„ สภาพดินเป็นดินร่วนความเมื่อมีการไหลบ่าของน้ำอย่างรวดเร็วและแรง ทำให้เกิดการ
ชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ง่าย

       โอกาส

„ มีโครงการปลูกป่าทดแทนและปลูกพืชอนุรักษ์ดินและน้ำจากรายงานของเกษตรตำบลแสงภา

„ องค์กรส่วนท้องถิ่นให้การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศและป่าเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมปลูกยางพารา โครงการปลูกป่าทดแทนเพื่อประโยชน์ใช้สอย โครงการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะ

„ กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมให้ความช่วยเหลือในเรื่องการฝึกอบรมประชาชนและบุคลากรในการรักษาสิ่งแวดล้อม

„ จังหวัดมีนโยบายแก้ไขฟื้นฟูระบบนิเวศน์

อุปสรรค

„ ป่าไม้ถูกทำลายและเกิดการชะล้างพังทลายหน้าดินสาเหตุจากเกษตรกรตัดไม้ทำลายป่า
เพื่อจับจองเป็นที่ทำกินและยังมีการทำไร่เลื่อนลอยโดยวิธีการเตรียมดินด้วยการเผาป่า
จากการวิเคราะห์ของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน วิเคราะห์ได้ว่าพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายซึ่งเป็นเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมดนั้นควรเป็นเขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขเพราะมีสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกบุกรุกประมาณ 13,403 ไร่ หรือร้อยละ 17.76  ของเนื้อที่ตำบลทั้งหมด

„ สภาพพื้นที่เสื่อมโทรมขาดแร่ธาตุอาหารในดินเกษตรกรยังขาดความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินที่ดี

„ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อนอยู่ในเขตป่าสงวนและพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
จึงยากต่อการนำพื้นที่และน้ำมาใช้ทำการเกษตร

„ การจัดการน้ำในฤดูฝนมีปัญหาน้ำท่วมขัง และน้ำป่าไหลเข้าพื้นที่ทำการเกษตร

„ ประชาชนบางส่วนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเพราะพื้นที่ทำการเกษตรมีจำกัด ทำให้มีการบุกรุกทำลายป่าไม้เพื่อทำเป็นที่ทำกิน

   ด้านเศรษฐกิจ

       จุดแข็ง

„ จากการวิเคราะห์ชั้นความเหมาะสมของที่ดินในเขตน้ำฝนโดยส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 พบว่า มีเนื้อที่เหมาะสมปานกลางสำหรับการปลูกข้าวนาปีนาดำและพืชไร่ ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และขิง 2,021 และ 1,557 ไร่ ตามลำดับ

„ เกษตรกรในพื้นที่มีการรวมกลุ่มประกอบอาชีพในรูปของกลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง ทำให้มีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลาง

„ เกษตรกรมีความชำนาญในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โค-กระบือ

„ เกษตรกรทำการปลูกพืชได้มากกว่า 1 ชนิด ในรอบ 1 รายปี

„ มีผลผลิตทางการเกษตรมากมายหลายชนิด

„ มีกลุ่มแปรรูปทางการเกษตรเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับสินค้าเกษตร

จุดอ่อน

„ ผลการวิเคราะห์ของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 1 พบว่าตำบลแสงภาไม่มีพื้นที่ซึ่งเหมาะสมแก่การทำการเกษตรเพราะมีสภาพเป็นที่สูงและภูเขาเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งพื้นที่ตำบล
เกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เป็นเหตุให้เกษตรกรต้องบุกรุกพื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์เพื่อจับจองเป็นที่ดินทำกิน

„ ผลการวิเคราะห์ชั้นความเหมาะสมของที่ดินสำหรับการปลูกพืชในเขตน้ำฝนโดยส่วนวางแผน การใช้ที่ดินที่ 3 พบว่า พื้นที่ของตำบลแสงภามีความเหมาะสมเล็กน้อยสำหรับการปลูกพืชไร่ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และขิงจำนวน 2,054 ไร่  

„ เกษตรกรขาดความรู้เรื่องการปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชัน ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน มีการชะล้างพังทลายหน้าดิน โดยเฉพาะยางพาราเนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไม่เคยปลูกในพื้นที่

„ โค มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำและมีต้นทุนการผลิตสูง เพราะขาดแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์
เมล็ดพันธุ์หญ้าพันธุ์ดี ขาดความรู้เรื่องการใช้เวชภัณฑ์และสุขาภิบาลสัตว์

„ ไม่มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์ที่ตำบลนี้ ทั้งที่เกษตรกรส่วนมากเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพรองและมีจำนวนปศุสัตว์เฉลี่ยต่อรายค่อนข้างมากโดยเฉพาะกระบือและโคเนื้อเฉลี่ยรายละ 13 ตัว และไม่มีพื้นที่ซึ่งควรใช้เป็นทุ่งหญ้า/ไม้ยืนต้นอีกด้วย

„ เกษตรกรขาดแหล่งอาหารโปรตีนจากปลาเนื่องจากขาดแคลนพันธุ์ปลา เกษตรกรขาดความรู้ในการเลี้ยงปลาประกอบกับสัตว์น้ำมีปริมาณลดลง

„ การเลี้ยงปลานั้นเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือนเป็นหลักเพราะแหล่งน้ำและพื้นที่จะขุดบ่อปลามีจำนวนจำกัด เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในตำบลมีความลาดชัน เกษตรกรบางรายจึงใช้วิธีเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ หรือท่อคอนกรีตบริเวณข้างบ้าน

„ ขาดเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เนื่องจากพื้นที่ตำบลเกือบทั้งหมดหรือร้อยละ 99.60 ของเนื้อที่ตำบลตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน ทำให้เกษตรกรเกิดปัญหาความไม่มั่นคงในการประกอบอาชีพและปัญหาความยากจน เนื่องจากไม่มีหลักประกันการเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ

„ มีสารพิษตกค้างในพืชผัก เพราะเกษตรกรใช้สารเคมีปริมาณมากและขาดความรู้ในการใช้สารเคมีที่ถูกต้องทั้งการใช้สารเคมีปริมาณมากทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตามไปด้วย

„ เกษตรกรขาดการพัฒนาการบรรจุภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปเพราะขาดเทคโนโลยีในการผลิต ขาดการต่อยอดและพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นและขาดความรู้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์

„ พืชผักฤดูแล้งราคาตกต่ำและต้นทุนการผลิตสูง สาเหตุจากดินขาดความสมบูรณ์ทำให้ต้องลงทุนในการปรับปรุงบำรุงดิน มีศัตรูพืชเข้าทำลายและเกษตรกรขาดความรู้การจัดการที่ถูกต้อง

„ เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการผลิต

„ ประชาชนยังยึดอาชีพทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

„ การลำเลียงพืชผลทางการเกษตรต้องเสียค่าใช้จ่ายและใช้เวลามาก เพราะตลาด/แหล่งรับซื้ออยู่ไกล

โอกาส

„ ตลาดของผลผลิตการเกษตรได้แก่  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังคงมีตลาดรองรับการผลิตเพราะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์อื่นๆ

„ นโยบายของรัฐบาลเพิ่มวิธีทางการค้า การส่งเสริมค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมีบทบาทยิ่งขึ้น

„ รัฐมีนโยบายส่งเสริมการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่และการประยุกต์ใช้
ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการทำการเกษตร

„ ท้องถิ่นให้การส่งเสริมการผลิตด้านปศุสัตว์และประมง เช่น จัดตั้งกองทุนยาสำหรับสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ เช่น โค กระบือ สุกร ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกปลอดโรคไข้หวัดนก

„ ท้องถิ่นให้การส่งเสริมการเกษตรแบบพอเพียง–ตั้งกลุ่มผลิตพืชปลอดสารพิษ ส่งเสริม
การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี โครงการปลูกหญ้าแฝกเพื่อปรับปรุงดิน ส่งเสริมอาชีพปลูกผักหวาน

„ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนพัฒนาการเกษตรของตำบล ในปีพ.ศ. 2551-2553 ซึ่งร่วมมือกับองค์กรในตำบลเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรรวม
4 แผนงานด้วยกัน ได้แก่ แผนงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ได้แก่ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโค-กระบือ โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยและการใช้น้ำสกัดชีวภาพ โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  โครงการฝึกกรีดยางพารา แผนงานส่งเสริมการเกษตรได้แก่ โครงการปลูกพืชฤดูแล้ง โครงการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ โครงการเพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพหม่อนไหมและโครงการเลี้ยงปลาในบ่อดิน แผนการลงทุน ได้แก่ โครงการส่งเสริมการแปรรูป ถนอมอาหารและเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตร โครงการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนยาสัตว์ประจำตำบล  แผนงานพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ โครงการปล่อยปลาในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์และโครงการปลูกยางในพื้นที่ลาดชัน(สาธิต)

       อุปสรรค

„ จากการที่รัฐมีนโยบายจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรโดยให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินนำพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาจำแนกเป็นเขตปฏิรูปที่ดินบางส่วนเพื่อมอบให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินโดยเร่งด่วน แต่เนื่องจากเขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขที่มีเนื้อที่ประมาณ 13,400 ไร่นั้นอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ดังนั้นแม้จะมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมแต่
ไม่สามารถนำมาปฏิรูปได้เพราะมีกฎหมายห้ามดำเนินการใดๆ กับพื้นที่นี้ โดยให้เก็บรักษาไว้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ดังเดิม

„ โรคพืชและแมลงศัตรูพืช เกษตรกรยังไม่มีการจัดการและระบบป้องกันที่ ดี

„ การผลิตของเกษตรกรในตำบลแสงภา ต้องอาศัยน้ำมันในการเตรียมพื้นที่ผลิตพืชทำให้มีต้นทุนค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีค่าปุ๋ยเคมีและค่าสารเคมีต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องซื้อจากต่างประเทศ

„ เนื่องจากสภาพพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ภูเขา มีความลาดชันสูงต้องอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้มีรายได้ไม่แน่นอนและมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง

„ พื้นที่ทำการเกษตรเป็นพื้นที่สูงจึงมีข้อจำกัดในการทำการเกษตรและชนิดพืชที่ปลูก

„ พ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบด้านราคาผลผลิต ทำให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตต่ำ

„ ไม่มีตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรและไม่มีการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรล่วงหน้า

„ ราคาผลผลิตการเกษตรโดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ขึ้นอยู่กับตลาดโลกและตลาดภูมิภาค การแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจึงทำได้ลำบาก

„ มีการกีดกันทางการค้า เช่น สุขอนามัย สิทธิมนุษยชน

„ ขาดการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมจากภายนอก

   ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

       จุดแข็ง

„ มีน้ำประปา 9 แห่ง ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

„ มีไฟฟ้าสาธารณะครอบคลุมพื้นที่

„ มีระบบบริการโทรศัพท์และไฟฟ้าทั่วถึงทุกหมู่บ้าน

„ มีถนนลาดยางจากอำเภอนาแห้วถึงตำบลแสงภา ระยะทาง 9 กิโลเมตร การคมนาคมค่อนข้างสะดวก สามารถติดต่อกับเขตตำบล อำเภอและจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียง

„ เป็นทางผ่านของถนนสายหลักจากจังหวัดสู่อำเภอ เหมาะสมแก่การพัฒนาเป็นเมืองใหม่

„ มีการชลประทานขนาดกลาง

       จุดอ่อน

„ การบริการไฟฟ้าสาธารณะ ยังไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือน

„ ยังไม่มีการจัดทำผังเมืองเพื่อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตตำบลแสงภา

„ ไม่มีระบบสื่อสารที่รวดเร็ว

„ ไม่มีระบบการจัดการด้านชลประทานที่ดีพอต้องอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ

„ ถนนภายในหมู่บ้านส่วนมากเป็นถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่ ถนนลูกรังและถนนดินบางส่วน บางหมู่บ้าน เช่น บ้านห้วยน้ำผักไม่มีรถโดยสารประจำทางวิ่ง ทำให้ปัจจุบันตำบลแสงภา
ยังขาดโครงข่ายถนนเชื่อมการคมนาคมระหว่างตำบลและระหว่างหมู่บ้านอย่างทั่วถึงและถนนยังมีเขตทางแคบทำให้เป็นปัญหาต่อการขยายถนนในอนาคต

       โอกาส

„ มียุทธศาสตร์ของอำเภอนาแห้วการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท

„ มียุทธศาสตร์ภาคประชาชนจังหวัดเลยจะก่อสร้างสาธารณูปโภคน้ำประปาและไฟฟ้า
ให้ครอบคลุมพื้นที่

„ นโยบายรัฐเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน  สินเชื่อเพื่อการเกษตร โครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ นโยบายการค้าระหว่างประเทศและการปฏิรูประบบราชการมีส่วนในการช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในตำบล

„ องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับการสาธารณูปการและไฟฟ้าอย่างเพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

„ ท้องถิ่นมีโครงการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและเส้นทางคมนาคมที่ไปยังแหล่งท่องเที่ยว เช่น ปรับปรุงภูมิทัศน์ ก่อสร้างถนนถนน เพื่อให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและ โครงการมัคคุเทศก์น้อย

„ พื้นที่บางส่วนติดกับเขตจังหวัดพิษณุโลกทำให้มีโอกาสในการรับความเจริญด้านต่างๆ จากทั้งสองจังหวัด

       อุปสรรค

„ ที่ตั้งตำบลอยู่ห่างไกลจากหน่วยราชการที่ให้คำปรึกษาแนะนำ

„ มีงบประมาณก่อสร้าง/ปรับปรุง ซ่อมแซมด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ทำให้การพัฒนาด้านอื่นได้รับผลกระทบ

„ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีแต่โรงสีข้าวขนาดเล็กจำนวน 5 โรง จึงไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ของตำบลและเป็นแหล่งจ้างงานภาคอุตสาหกรรมให้แก่ประชากรในตำบลได้

บทที่  ๔

การสังเคราะห์ข้อมูล

 

๑.   ประวัติการประกอบอาชีพของชุมชน

การประกอบอาชีพส่วนใหญ่ ของเกษตรกรตำบลแสงภา   ประกอบอาชีพทางการเกษตร  ซึ่งมีทั้งการผลิตพืช     ข้าว    มันสำปะหลัง    อ้อยโรงงาน     การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม    และการผลิตสัตว์    ได้แก่    สัตว์ปีก    โคเนื้อ   โคนม    เป็นต้น     ซึ่งต้องอาศัยพึ่งธรรมชาติเป็นปัจจัยหลักมีสภาวะแวดล้อมไม่ปกติ    การจะเพิ่มหรือเร่งผลผลิตให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นหรือให้ได้ตามเกณฑ์ที่ผู้รับซื้อกำหนดและเพื่อให้ทันต่อช่วงที่มีการเปิดตลาดรับซื้อก็จำเป็นต้องเพิ่มวัตถุดิบ    หรือต้นทุนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต    จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดเงินทุน    เพื่อใช้ในการลงทุนปลูกพืชในแต่ละปีเกษตรกรจะประสบปัญหาราคารับซื้อไม่แน่นอนต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงและเสี่ยงต่อความไม่คุ้มทุน     ตลอดจนการรวมกลุ่มอาชีพในเขตพื้นที่ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี    ผลผลิตที่กลุ่มทำออกขายสู่ท้องตลาดไม่มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางหรือขาดการส่งเสริมด้านการตลาดในอาชีพแต่ละด้านจึงเกิดความไม่มั่นคงถาวรของกลุ่ม    เกษตรกรส่วนใหญ่ได้กู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้มาลงทุนโดยผิตวัตถุประสงค์   จึงเกิดปัญหามีหนี้สินค้างคาตลอดทุกปี

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาอาชีพทางด้านการเกษตรขึ้น โดยการทำการเกษตรแบบผสมผสานซึ่งเป็นการจัดการแรงงานในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังลดปัญหาการเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ

๒.   ลักษณะการผลิต เทคนิค การผลิต  ระบบ

ตามลักษณะการผลิตที่ผ่านมา    เพื่อเปรียบเทียบกับการผลิตในปัจจุบันการผลิตได้เปลี่ยนแปลงขึ้นเป็นลำดับ   พอสรุปได้ดังนี้

๑.  มีการผลิตพืชและสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันและเกื้อกูล    ซึ่งกันและกันตามแบบเกษตรผสมผสาน

๒.  มีการใช้พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์    พันธุ์ดี    ที่ทางการส่งเสริมและตลาดมีความต้องการสูงและให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงแทนการใช้พันธุ์พื้นเมือง

๓.  มีการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตมากขึ้น

๔.  มีการผลิตพืชและสัตว์ในลักษณะครบวงจรมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน

๕.  มีการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มราคาหรือ    เพื่อเก็บไว้ใช้ในช่วงขาดแคลนหรือผลผลิตไม่มีออกสู่ตลาด

๓.  ปัจจัย / เงื่อนไขในการผลิต / ผลตอบแทนที่ได้

ปัจจัยการผลิต   ประกอบด้วยทรัพยากรที่ดิน     ทุน   แรงงาน    และการจัดการ  (ภูมิปัญญาท้องถิ่น)   ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา    เกษตรกรตำบลโนนรัง     มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เต็มที่และผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มค่าการลงทุน   ซึ่งมีเงื่อนไขจำกัดเกี่ยวกับการผลิต   ดังนี้

๑.  ขาดที่ดินทำกินจำเป็นต้องเช่าผู้อื่น     ทำให้เกษตรกรไม่มีความคำนึงถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน    ทำให้ดินเสื่อมโทรม

๒.  เกษตรกรขาดพันธุ์พืช   พันธุ์สัตว์   พันธุ์ดี    และไม่การปรับปรุงบำรุงพันธุ์    มีการใช้พันธุ์เดิมติดต่อกันหลายปี   เช่น   ไม่มีการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว   ทำให้ผลผลิตที่ได้ต่อไร่ต่ำ    คุณภาพข้าวไม่เป็นที่ต้องการของตลาด    ทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน

๓.  มีการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกกมากขึ้น   เช่น   การใช้ปุ๋ยเคมี    การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช     มีการจ้างแรงงานดานการเกษตรจากภายนอกและการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาทดแทนแรงงานจากสัตว์    ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง

๔.  ทุนในการดำเนินการผลิต    มีอยู่อย่างจำกัด    ต้องกู้เงินจาก   ธกส.  สหกรณ์   เป็นส่วนใหญ่และเกษตรกรบางรายต้องกู้เงินจากภาคเอกชนในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร   ทำให้เกษตรกรมีหนี้สินมาก

๕.  ขาดการรวมกลุ่มผู้ผลิตทำให้ขาดอำนาจในการต่อรองทางด้านราคา

๔.  กลยุทธทางเลือก

จากการวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ทำให้สามารถนำมาสร้างเป็นกลยุทธ์เพื่อเป็นแนวทาง
ในการกำหนดแผนพัฒนาของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยสังเขป ดังนี้

       ด้านสังคม

„ ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการและการรวมกลุ่มของชุมชนให้เข้มแข็ง

„ ให้การสนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเองและปลูกจิตสำนึกให้รักชุมชนและท้องถิ่น

„ ให้การบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงทั้งหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน

„ รณรงค์ให้มีการสืบทอดและใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น

„ มีการสร้างงานในช่วงเวลานอกฤดูกาลเกษตรเพื่อลดการทำงานและการอพยพของแรงงานออกนอกพื้นที่

„ ให้ความรู้แก่ชุมชนโดยเฉพาะเยาวชนให้ปลอดภัยจากยาเสพติด

        ด้านทรัพยากรธรรมชาติ

„ ผลการวิเคราะห์ของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินพบว่ากรมพัฒนาที่ดินควรเข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ตำบลซึ่งมีปัญหาการใช้พื้นที่มีความลาดชันสูงเพื่อการเกษตรกรรมเนื่องจากพื้นที่ราบมีไม่เพียงพอ โดยแนะนำวิธีการอนุรักษ์ ปรับปรุงดินและจัดทำระบบป้องกันการชะล้างพังทลายของดินทั้งทางกลและทางพืช

„ ส่งเสริมให้มีมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อป้องกัน/ลดการชะล้างพังทลายของดิน  ในบริเวณพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ลาดเทบนพื้นที่สูง ที่ใกล้แหล่งน้ำ ริมตลิ่ง ริมถนนโดยการปลูกพืชคลุมดิน เช่นหญ้าแฝก และวิธีกล เช่นทำแนวระดับและทางระบายน้ำ

„ เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสมดุลของระบบนิเวศน์และทัศนียภาพ

„ จากการสำรวจของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินที่ 1 พบว่าตำบลแสงภามีการใช้ที่ดิน
เพื่อทำการเกษตร 12,120 ไร่ หรือร้อยละ 16.07 ของเนื้อที่ตำบล แต่ส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 วิเคราะห์ได้ว่าตำบลนี้ไม่มีเนื้อที่ซึ่งควรใช้เป็นเขตเกษตร นอกจากเขตชุมชนที่เกษตรกรตั้งบ้านเรือนและเขตแหล่งน้ำแล้ว ควรพื้นที่ใช้เป็นเขตป่าไม้เกือบทั้งหมด 75,176 ไร่ หรือร้อยละ 99.60 ของเนื้อที่ตำบล ซึ่งแสดงว่าประชาชนได้บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมาย
ไม่ต่ำกว่า 12,100 ไร่ เพื่อใช้ทำการเกษตรแต่รัฐไม่สามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าอนุรักษ์ที่จัดอยู่ในเขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขเพราะมีสภาพเสื่อมโทรมนั้นไม่สามารถนำมาปฏิรูปได้เพราะมีกฎหมายห้ามดำเนินการใดๆ กับพื้นที่นี้ แต่ให้เก็บรักษาไว้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ดังเดิม ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ควรเข้าไปดำเนินการแก้ไข

„ ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพและปุ๋ยคอก เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และเก็บกักน้ำในดินได้มากขึ้น

„ ควรส่งเสริมให้มีมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น การไม่เผาตอซัง การปลูกหญ้าแฝกและทำแนวคันดินเพื่อชะลอและเก็บกักน้ำ

„ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้และจัดระเบียบจากการ
ใช้ประโยชน์จากป่า

„ มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการประมงน้ำจืดให้มีการผลิตอย่างยั่งยืน

„ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้สอดคล้องเหมาะสมกับทรัพยากรดินและน้ำ

„ พัฒนาปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวที่ตำบลมากขึ้นเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนอีกทางหนึ่ง เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ การสร้างทางคมนาคมและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

       ด้านเศรษฐกิจ

„ เกษตรกรในตำบลส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เป็นฟาร์มขนาดเล็ก ไม่อาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางได้ รัฐควรส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าเพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองราคา

„ ส่งเสริมให้มีการปลูกพืชในฤดูแล้ง เช่นพืชผัก ถั่วเหลืองและถั่วต่างๆ เพราะมีศักยภาพ
ที่จะปลูกได้เนื่องจากมีพื้นที่เกษตรอยู่ในเขตชลประทานบางส่วน

„ ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น เนื่องจากเกษตรกรให้ความสนใจเพาะปลูกยางพาราในพื้นที่
ป่าเสื่อมโทรม นอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงแล้วยังทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น

„ ควรมีมาตรการประกันราคาสินค้าเกษตรทุกชนิดเพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร

„ กรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน/ส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพไว้ใช้เอง

„ ให้การสนับสนุน/ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

„ ให้ความรู้และส่งเสริมให้ชุมชนเข้าใจและดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

„ ให้ความรู้แก่เกษตรกรเข้าใจเรื่องกลไกของตลาดและการทำบัญชีฟาร์ม

„ เนื่องจากตำบลมีศักยภาพในการผลิตสัตว์ เช่น โค กระบือ แต่พื้นที่ทุ่งหญ้ามีจำกัด
กรมพัฒนาที่ดินควรร่วมกับกรมปศุสัตว์สนับสุนเมล็ดพันธุ์หญ้าและถั่วอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกร

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

„ ส่งเสริมและพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่ง (Logistic) เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

„ เพิ่มคุณภาพและมาตรฐานของเส้นทางคมนาคมระหว่างหมู่บ้าน เพื่อความสะดวกในการเดินทางและขนส่งผลผลิตออกสู่ตลาด โดยสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม่ไผ่ที่มีการซื้อวัสดุในท้องถิ่นและจ้างแรงงานในพื้นที่ให้มีรายได้

„ เพิ่มพื้นที่และประสิทธิภาพของระบบชลประทานให้มากขึ้นและมีการบำรุงรักษาระบบชลประทานรวมถึงแหล่งน้ำขนาดเล็กให้สามารถใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

„ เพิ่มจำนวนและพื้นที่แหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นาให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเวลา
ฝนทิ้งช่วง

„ มีการให้ความรู้แก่ชุมชนในการช่วยกันบำรุงและรักษาสาธารณะสมบัติให้ใช้งานได้อย่าง
มีประสิทธิภาพและยาวนาน

„ มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เช่น ปรับเปลี่ยนระบบปลูกพืช ชนิดพืชหรือปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสม และมีระบบ/มาตรการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่

บทที่  ๕

แนวทางการพัฒนาชุมชน

แนวทางการพัฒนาชุมชน

 

แผน

 

โครงการ/กิจกรรม

 

เหตุผลประกอบ

 

วิธีการดำเนินการ

ผู้รับผิดชอบ          (ระบุชื่อกลุ่ม/องค์กร) งบประมาณ(บาท)แหล่งงบประมาณ  

ตัวชี้วัด

ปี 56 ปี 57 ปี 58
1.  แผนถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2556 - เกษตรกรมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีและสารสกัดชีวภาพ

-เพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมีกับผู้ผลิต

- อบรมถ่ายทอด

ความรู้เรื่องการใช้

เสารเคมีที่ถูกต้อง

 

สนง.เกษตร/ กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพืช 40,000

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-เกษตรกรมีความรู้การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

-ผลผลิตปลอดสารพิษ

โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยและการใช้น้ำสกัดชีวภาพ -เพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมีในการผลิตพืช

-ลดต้นทุนในการผลิต

-เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อม

-อบรมเกษตรกร

-จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตน้ำสกัด        ชีวภาพ

-สนง.เกษตร/กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพืช 7,000

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

 

-ผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษ

-ลดต้นทุนการผลิต

 

แผน

 

โครงการ/กิจกรรม

 

เหตุผลประกอบ

 

วิธีการดำเนินการ

 

ผู้รับผิดชอบ          (ระบุชื่อกลุ่ม/องค์กร)

งบประมาณ(บาท)แหล่งงบประมาณ  

ตัวชี้วัด

ปี 56 ปี 57 ปี 58
.  แผนถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช -เพื่อลดการใช้สารเคมี

-เพื่อการผลิตพืชปลอดภัย

-เพื่อลดต้นทุนการผลิต

-จัดอบรมให้   ความรู้การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยใช้สารชีวภัณฑ์

 

 

-สนง.เกษตร

-กลุ่มเกษตรกรปลูกพืชผัก

10,000

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

-ผลผลิตพืชปลอดภัย

-ลดต้นทุนการผลิต

โครงการฝึกกรีดยางพารา -การปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจ

-เกษตรกรมีความรู้ในการกรีดยางพารา

 

-ประชุมชี้แจง

-รับสมัคร

-อบรมให้ความรู้

 

-สนง.เกษตร

-กลุ่มผู้ปลูกยางพารา

15,000

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-เพิ่มรายได้ในครัวเรือน

-ผลผลิตที่มีคุณภาพ

-เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน

แผนการส่งเสริมการเกษตร โครงการส่งเสริมการปลูกชา -เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน

-เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร

-ประชุมชี้แจง

-อบรมให้ความรู้

-สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์

 

-สนงเกษตร

-กลุ่มผู้ปลูกพืช

17,500

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

-เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน

 

 

 

 

แผน

 

โครงการ/กิจกรรม

 

เหตุผลประกอบ

 

วิธีการดำเนินการ

ผู้รับผิดชอบ          (ระบุชื่อกลุ่ม/องค์กร) งบประมาณ(บาท)แหล่งงบประมาณ  

ตัวชี้วัด

ปี 56 ปี 57 ปี 58
แผนการส่งเสริมการเกษตร โครงการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ -เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชน

-มีความรู้เรื่องการผลิตพืชปลอดภัย

-ประชุมชี้แจง

– รับสมัครสมาชิก

-อบรม/ซื้อปัจจัยการผลิต

กลุ่มผู้ปลูกพืชผัก 14,500

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-ทราบภาวการณ์ผลิตพืช การเลี้ยงสัตว์การประมงในหมู่บ้าน ตำบล

 

โครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร

 

 

 

-เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาด -ประชุมชี้แจง

-อบรมให้ความรู้ในการจัดเก็บ

 

อาสาเกษตรหมู่บ้าน 18,760

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-รายได้เพิ่มขึ้น

-ไหมได้คุณภาพจำหน่าย

-สร้างงานให้คนใน   ชุมชน

โครงการเลี้ยงปลาในบ่อดิน -เพื่อเป็นการลดรายจ่าย

-มีอาหารโปรตีนบริโภคในครัวเรือน

-เป็นการเพิ่มรายได้ในครัวเรือน

-ประชุมชี้แจง

– รับสมัครสมาชิก

-จัดซื้อปัจจัย

กลุ่มผู้เลี้ยงปลา 12,400-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

 

-รายได้เพิ่มขึ้น

-มีอาหารโปรตีนบริโภค

 

แผน

 

โครงการ/กิจกรรม

 

เหตุผลประกอบ

 

วิธีการดำเนินการ

ผู้รับผิดชอบ          (ระบุชื่อกลุ่ม/องค์กร) งบประมาณ(บาท)แหล่งงบประมาณ  

ตัวชี้วัด

ปี 56 ปี 57 ปี 58
แผนการลงทุน โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลผลิตการเกษตรและบรรจุภัณฑ์ -เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย

-เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน

-ประชุมชี้แจง

-อบรม/ซื้อปัจจัยการผลิต

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแสงภา 30,900

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-สัตว์มีสุขภาพดี

-สัตว์ปลอดโรค

โครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่าย

ทอดเทคโนโลยีฯ

-เพื่อเป็นศูนย์ประสานการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร จัดซื้อวัสดุและปรับปรุงข้อมูลศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ

 

คณะกรรมการศูนย์ฯ 3,800

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-รายได้เพิ่มขึ้น

-ผลผลิตได้คุณภาพจำหน่าย

-สร้างงานให้คนใน   ชุมชน

โครงการแปลงส่งเสริมปลูกไม้ผล มะยงชิด -เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกไม้ผลชนิดใหม่

-สร้างงานและ   รายได้

-ประชุมชี้แจง

-อบรมให้ความรู้

 

กลุ่มปลูกพืช 97,000

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-รายได้เพิ่มขึ้น

-สร้างงานให้คนในหมู่บ้าน

 

 

 

 

 

 

 

แผน

 

โครงการ/กิจกรรม

 

เหตุผลประกอบ

 

วิธีการดำเนินการ

ผู้รับผิดชอบ          (ระบุชื่อกลุ่ม/องค์กร) งบประมาณ(บาท)แหล่งงบประมาณ  

ตัวชีวิต

ปี 56 ปี 57 ปี 58
.แผนพัฒนาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โครงการปล่อยปลาในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์ -เพื่อเป็นแหล่งอาหารโปรตีน

-เป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศ

-อบรมให้ความรู้

-จัดซื้อพันธุ์ปลา

คณะกรรมการหมู่บ้าน

หมู่ 1-6

30,000

-อบต.

-กรมส่งเสริมการเกษตร

-กรมประมง

-เกษตรกรมีแหล่งอาหารโปรตีนเพื่อบริโภค

-เป็นการอนุรักษ์และการขยายพันธุ์และตามวิธีธรรมชาติอนุรักษ์  สิ่งแวดล้อม

โครงการพัฒนาการเกษตรระดับตำบล

ชื่อโครงการ     โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักและการใช้น้ำสกัดชีวภาพ

หลักการและเหตุผล 

ด้วยปัจจุบันการผลิตพืชของเกษตรกร นิยมใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช วัชพืชและสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตการเกษตรซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ดังนั้น  จึงควรมีการส่งเสริมและสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักและน้ำชีวภาพใช้ทดแทนการใช้สารเคมีเป็นการลดอันตรายจากการใช้สารเคมีได้วิธีหนึ่งและเกษตรกรสามารถหาวัสดุในท้องถิ่นมาผลิตด้วยตนเองได้

วัตถุประสงค์

– เพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมีในการผลิตพืช

– ลดต้นทุนการผลิต

-เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อม

– เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำสกัดชีวภาพ

เป้าหมาย       เกษตรกร 40    คน ม. 1 – 6 ต.แสงภา    อ.นาแห้ว    จ.เลย

ผู้รับผิดชอบโครงการ        กลุ่มผู้ปลูกพืชผักตำบลแสงภา

ระยะเวลาดำเนินการ    1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

วิธีดำเนินกา

  1. อบรมและถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร
  2. จัดซื้อวัสดุการฝึกอบรม

งบประมาณ

  1. ค่าอาหารเหมาะจ่ายเกษตรกรจำนวน 40 คน ๆ ละ 100 บาท    เป็นเงิน           4,000  บาท
  2. กากน้ำตาล 10 แกลลอน ๆ ละ 100 บาท                           เป็นเงิน           1,000   บาท
  3. EM จำนวน 5 แกลลอน ๆ ละ 120 บาท                  .         เป็นเงิน           600     บาท
  4. ถังพลาสติกจำนวน 10 ใบ ๆ ละ 140 บาท                           เป็นเงิน          1,400   บาท                รวมทั้งสิ้น     7,000  บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ต้นทุนการผลิตพืชลดลง
  2. ได้รับผลผลิตที่ปลอดสารพิษ
  3. เกษตรกรมีความรู้เรื่องการใช้สารชีวภาพ

ชื่อโครงการ     โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฝึกอบรมการเปิดกรีดยางพารา

หลักการและเหตุผล 

เนื่องจากในพื้นที่ตำบลแสงภามีพื้นที่ปลุกยางพาราจำนวน 290 ไร่  และอายุยางพาราใกล้จะ ได้รับผลผลิตแล้วแต่เกษตรกรยังไม่มีความรู้ความชำนาญในการเปิดกรีดยางพารา ดังนั้น จึงควรจัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการกรีดยางพาราและการผลิตยางให้ได้คุณภาพให้กับเกษตรกร

วัตถุประสงค์

– เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการกรีดยางพาราอย่างถูกต้อง

– เพื่อให้เกษตรกรผลิตยางพาราได้อย่างมีคุณภาพ

– เกษตรกรสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หรือเป็นวิทยากรได้ต่อไป

พื้นที่ดำเนินการ      กลุ่มผู้ปลูกยางพารา ตำบลแสงภา   อ.นาแห้ว  จ.เลย

ผู้รับผิดชอบโครงการ        กลุ่มผู้ปลูกยางพาราตำบลแสงภา

ระยะเวลาดำเนินการ    1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

วิธีดำเนินกา

  1. ประชุมชี้แจงโครงการ
  2. จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี

งบประมาณ

  1. ค่าอาหารประกอบเลี้ยงเกษตรกร จำนวน 50 คน ๆ ละ 100 บาท          เป็นเงิน           5,000   บาท
  2. ค่าจัดทำเอกสารประกอบการเรียนรู้                             เป็นเงิน           1,000   บาท
  3. ค่าวิทยากร 6 ชั่วโมง ๆ ละ 300 บาท เป็นเงิน           1,800   บาท
  4. ค่าวัสดุอุปกรณ์การฝึกอบรม เป็นเงิน           7,200   บาท

รวมทั้งสิ้น  15,000  บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรมีความรู้การเปิดกรีดยางพาราอย่างถูกต้อง
  2. เกษตรกรมีความสามารถและผลิตยางอย่างมีคุณภาพ
  3. เกษตรกรสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรรายอื่นได้

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรสามารถผลิตพืชผักเพื่อบริโภคและจำหน่ายได้
  2. สามารถเป็นแปลงสาธิตและเรียนรู้ถ่ายทอดได้
  3. เกษตรมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
  4. เกษตรกรมีรายได้เสริมจาการประกอบกิจกรรม

ชื่อโครงการ      โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อดิน

หลักการและเหตุผล 

อาหารโปรดตีนที่มีราคาถูกและหาได้ในท้องถิ่น คือ สัตว์น้ำทั้งหลายและในจำนวนนั้นก็คือ ปลาน้ำจืดที่กินพืชเป็นอาหารเลี้ยงปลาในบ่อดินเพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะเป็นการเพิ่มอาหาร โปรตีนและ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกร และเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบบนิเวศของสัตว์น้ำ ให้มีความอุดมสมบูรณ์

วัตถุประสงค์

– เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีน

– เป็นการสร้างรายได้เสริม

– เน้นการเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ

– ให้เกษตรกรมีความรู้ในการเลี้ยงปลา

พื้นที่ดำเนินการ      เกษตรกรจำนวน 40 ราย ม. 1 – 6 ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย

ผู้รับผิดชอบโครงการ        เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ   ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย

ระยะเวลาดำเนินการ    1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

วิธีดำเนินกา

  1. อบรมให้ความรู้ / ศึกษาดูงาน
  2. จัดซื้อพันธุ์ปลากินพืช
  3. จัดซื้ออาหารปลา

งบประมาณ

  1. จัดซื้อพันธุ์ปลากินพืช จำนวน 80 ถุง ๆ ละ 120 บาท                  เป็นเงิน       9,600 บาท
  2. อาหารปลากินพืช จำนวน 7 ถุง ๆ ละ 400 บาท                             เป็นเงิน      2,800  บาท

                                รวมทั้งสิ้น  12,400  บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรในท้องถิ่นและชุมชนมีแหลงอาหารโปรตีนบริโภค
  2. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
  3. เกษตรมีความรู้ในเรื่องการเลี้ยงปลา

ชื่อโครงการ      โครงการปล่อยปลาในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชน์

หลักการและเหตุผล 

อาหารโปรดตีนที่มีราคาถูกและหาได้ในท้องถิ่น คือ สัตว์น้ำทั้งหลายและในจำนวนนั้นก็คือ ปลาน้ำจืดที่กินพืชเป็นอาหาร เพราะคุณสมบัตินี้เองที่ทำให้แหล่งน้ำทุกแหลางยังมีปลาที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชนมาโดยตลอด  การปล่อยปลาในแหล่งน้ำสาธารณะประโยชนจึงเป็นวิธารที่จะเพิ่มอาหารโปรตีนในท้องถิ่นและให้ผลคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

วัตถุประสงค์

– เป็นการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชนและของส่วนตัว

– เป็นการสร้างองค์กรและเกษตรกรในชุมชน

พื้นที่ดำเนินการ      เกษตรกร  ม. 1 – 6 ต.แสงภาอ.นาแห้ว จ.เลย

ผู้รับผิดชอบโครงการ        เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ   ต.แสงภา อ.นาแห้ว จ.เลย

ระยะเวลาดำเนินการ    1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

วิธีดำเนินกา

  1. อบรมให้ความรู้
  2. จัดซื้อพันธุ์ปลากินพืชเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำ
  3. จัดซื้ออาหารปลากินพืช

งบประมาณ

  1. จัดซื้อพันธุ์ปลานิล จำนวน 200,000 ตัว จำนวน 200 ถุง ๆ ละ 100  บาท  เป็นเงิน       20,000  บาท
  2. อาหารปลากินพืช จำนวน 25 ถุง ๆ ละ 400  บาท                           เป็นเงิน       10,000  บาท

รวมทั้งสิ้น  30,000  บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรในท้องถิ่นและชุมชนมีแหลงอาหารโปรตีนในท้องถิ่นไว้บริโภค
  2. เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม
  3. เพิ่มจำนวนและขยายพันธุ์ปลาเพื่อเป็นอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรมีความรู้ความชำนาญในการเพาะเลี้ยงเห็ด
  2. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
  3. เกษตรกรมีอาชีพเสริมและอาชีพที่ยั่งยืน
  4. เกษตรกรมีอาหารเพื่อบริโภคเพิ่มขึ้น

ชื่อโครงการ     โครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราในพื้นที่ลาดชัน ( จุดสาธิต )

หลักการและเหตุผล 

เนื่องจากยางพาราเป็นพืชที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อยกระดับรายได้และพื้นที่ส่วนใหญ่ของ อำเภอนาแห้วเป็นที่ลาดชัน ซึ่งการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ดังกล่าวก่อให้เกิดการพังทะลายชะล้างหน้าดินและเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชัน โดยเฉพาะยางพาราส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกที่ลาดชันแต่ยังขาด ความรู้ดังกล่าว จึงควรจัดทำแปลงสาธิตการปลูกยางพาราในพื้นที่ลาดชันเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรผู้สนใจ

วัตถุประสงค์

– เกษตรกรมีความรู้เรื่องการปลูกยางพาราในพื้นที่ลาดชัน

– ลดการพังทลายของหน้าดิน

-เพื่อเป็นการอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อม

– เพื่อเป็นแปลงเรียนรู้ศึกษาดูงานให้เกษตรกรในตำบลแสงภา

เป้าหมาย       เกษตรกร 30  ราย  ม.1   ต.แสงภา  อ.นาแห้ว  จ.เลย

ผู้รับผิดชอบโครงการ        เกษตรกรผู้ร่วมโครงการ

ระยะเวลาดำเนินการ    1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

วิธีดำเนินกา

  1. อบรมและถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร
  2. จัดซื้อวัสดุการฝึกอบรม

งบประมาณ

  1. ค่าพันธุ์ยางพารา จำนวน 630  ต้น ๆ ละ 18  บาท         เป็นเงิน         11,340  บาท
  2. ค่าปุ๋ย จำนวน 3 กระสอบ ๆ ละ 500 บาท                เป็นเงิน            1,000  บาท

รวมทั้งสิ้น  11,840    บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. สามารถเป็นแปลงสาธิตเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจ
  2. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ดินและทรัพยากรธรรมชาติ
  3. เกษตรกรมีความรู้และสามารถเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดให้ผู้สนใจรายอื่นได้

 ชื่อโครงการ : การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร

  1. หลักการและเหตุผล : ปัจจุบันข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อนำไปใช้ในการบริการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ ผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ ซึ่งระบบการจัดเก็บจะใช้กระบวนการที่มีส่วนร่วมของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลและชุมชนเป็นผู้จัดเก็บ และจัดทำข้อมูลระดับหมู่บ้าน/ตำบล ตลอดจนจัดทำทะเบียนเกษตรกรทุกครัวเรือนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และมีความทันสมัย  ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และข้อมูลทะเบียนเกษตรในการปฏิบัติงานมากขึ้น  การจัดเก็บและการจัดทำข้อมูลจะต้องเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรและชุมชนเป็นช่องทาง ข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์และเป็นที่ยอมรับของชุมชน
  2. วัตถุประสงค์ :
  3. เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาด
  4. เพื่อให้ทราบภาวการณ์ผลิตพืช  สัตว์  ประมง  และอื่นๆ
  5. เพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการตรวจสอบการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ
  6. เป้าหมาย : ครัวเรือนเกษตรกร หมู่ที่ 1-6  ตำบลแสงภา
  7. วิธีดำเนินการ
  8. ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับเกษตรกรทุกหมู่บ้าน ถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน
  9. รับสมัครอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน โดยพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล  ,อาสาสมัครเกษตร  ,เกษตรหมู่บ้าน

  1. ชี้แจงทำความเข้าใจอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน ในเรื่องแบบสอบถาม วิธีการสัมภาษณ์ข้อมูลรายครัวเรือน
  2. ออกสัมภาษณ์ข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำอำเภอ  (เกษตรตำบล) เป็นที่ปรึกษา
  3. วิเคราะห์ข้อมูล จัดหมวดหมู่ นำเผยแพร่และใช้ประโยชน์สถานที่ดำเนินการ
  4. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  5. สถานที่ดำเนินการ : ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา ม.2 ตำบลแสงภา         อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  1. งบประมาณ : งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตรปี 2556 จำนวน 18,760บาท (หนึ่งหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยหกสิบบาทถ้วน)

รายละเอียดแนบท้าย

– จัดอบรบคณะกรรมการศูนย์และอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร 40 คน

– ค่าจัดเก็บข้อมูล  456  ครัวเรือน

– ค่าจัดทำเอกสาร อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

9.1 ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลคาดว่าจะได้รับ :
  2. ทราบภาวการณ์ผลิตพืช การเลี้ยงสัตว์การประมงในหมู่บ้าน ตำบล
  3. มีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์และทันสมัย
  4. มีข้อมูลที่บูรณาการยอมรับกันได้ทุกฝ่าย
  5. สามารถใช้วางแผนการพัฒนาตำบลหรือให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและทันเวลา

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตรปี 56

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

งบประมาณ จำนวน18,760บาท (หนึ่งหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยหกสิบบาทถ้วน)   รายละเอียดดังนี้

  1. การฝึกอบรม จำนวน 1 รุ่น จำนวน 40 คน 1 วัน
    • ค่าอาหารกลางวัน 40 คนๆ ละ 50 บาท                           เป็นเงิน 2,000 บาท
    • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 40 คนๆ ละ 20 บาท                 เป็นเงิน 800 บาท
    • ค่าเตรียมสถานที่และเครื่องเสียงใช้ฝึกอบรม 1 รุ่น เป็นเงิน 1,000 บาท
    • ค่าพาหนะผู้เข้าร่วมอบรมเหมาจ่าย 40 คน                         เป็นเงิน 4,000 บาท
  2. ค่าจัดทำเอกสาร อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
    • แบบฟอร์มการจัดเก็บ 456   ชุดๆ ละ 10 บาท                    เป็นเงิน 4,560 บาท
    • กระเป๋าพลาสติกเพื่อใส่เอกสาร 40 ใบๆ ละ 40 บาท              เป็นเงิน 1,600 บาท
    • ปากกา 40  ด้ามๆ ละ 6  บาท                                     เป็นเงิน  240  บาท
  3. ค่าจัดเก็บข้อมูล 456  ครัวเรือนๆ ละ 10 บาท                         เป็นเงิน  4,560  บาท

รวมเป็นเงิน  18,760บาท (หนึ่งหมื่นแปดพันเจ็ดร้อยหกสิบบาทถ้วน)

  1. ชื่อโครงการ ส่งเสริมการปลูกชา
  2. หลักการและเหตุผล เนื่องจากชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอยู่ในภาคเหนือของไทยและจังหวัดเลยมีพื้นที่เหมาะสมที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ ดังนั้น  จึงควรที่จะส่งเสริมการปลูกชาแก่เกษตรกร เพื่อเป็นเป็นอาชีพยั่งยืนมั่นคงให้แก่ครอบครัว
  3. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพที่ยั่งยืน
  4. เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร
  5. เป้าหมาย เกษตรกร ม.1-3 ตำบลแสงภา   อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  6. วิธีดำเนินการ 1. อบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกชา
  7. สนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธุ์ชาและปุ๋ยรองก้นหลุม
  8. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  9. สถานที่ดำเนินการ ม.1-3 ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  10. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 โครงการส่งเสริมการปลูกชา จำนวน 17,500 บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน)  รายละเอียดดังนี้

– ค่าพันธุ์ชา               1,000 ต้น / ไร่  ต้นละ  15 บาท           เป็นเงิน 15,000 บาท

– ค่าปุ๋ยรองก้นหลุม       จำนวน 500 กิโลกรัมๆ ละ  5 บาท         เป็นเงิน  2,500 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  17,500  บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน)

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
  3. เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน
  1. ชื่อโครงการ โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2556
  2. หลักการและเหตุผล เกษตรกรในตำบลแสงภามีการประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นอาชีพหลักและพืชผักก็เป็นอาชีพเสริมในฤดูแล้งหลังการทำนาซึ่งสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง แต่ในการผลิตของเกษตรกรนั้นยังขาดความรู้ในการใช้สารเคมี  ในการปลูกพืชผัก  จึงทำให้พืชผักมีสารพิษตกค้างซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค
  3. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พืชผักปลอดภัยจากสารพิษ
  4. เพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมีกับผู้ผลิต
  5. ผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  6. เกษตรกรมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีและสารสกัดชีวภาพ
  7. ลดต้นทุนการผลิต
  8. เป้าหมายโครงการ

4.1 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้เรื่องการผลิตพืชแบบอินทรีย์และสามารถนำไปปฏิบัติในครัวเรือนได้

4.2 จัดฝึกอบรมเกษตรกร 2 กลุ่มๆ ละ 2 ครั้งๆ ละ 20  คน  จำนวน  2 วัน

  1. วิธีดำเนินการ 1. คัดเลือกเกษตรกรผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการ
  2. อบรมให้ความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหรือน้ำสกัดชีวภาพ
  3. อบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้สารเคมี ที่ถูกต้อง
  4. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  5. สถานที่ดำเนินการ ม.1 และ ม.3 ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  6. งบประมาณ : งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)
  7. ผู้รับผิดชอบโครงการ

9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เป็นการลดต้นทุนการผลิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
  3. ผลผลิตปลอดสารพิษ
  4. เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม
  5. เกษตรกรมีความรู้การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลแสงภา  งบประมาณ  40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)

ดังรายละเอียดดังนี้

  1. การฝึกอบรม จำนวน 2 กลุ่ม ๆ ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 20 คน / 2 วัน
    • ค่าอาหารกลางวัน 40 คนๆ ละ 50 บาท จำนวน 2 มื้อ           เป็นเงิน 4,000 บาท
    • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 40 คนๆ ละ 20 บาท 4 มื้อ          เป็นเงิน 3,200 บาท
  2. ค่าจัดทำเอกสาร คำแนะนำ จำนวน 40  ชุด ๆ ละ 20 บาท          เป็นเงิน 800 บาท
  3. ค่าสารชีวภัณฑ์สนับสนุนแก่ผู้เข้าอบรม 40 คน ๆ ละ 2 กระป๋อง
    • สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เมทไรเซียมอะนิโซเพล จำนวน 40 กระป๋อง ๆ ละ 400 บาท

เป็นเงิน 16,000 บาท

  • สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช บาซิลลัส ซันทีลีส จำนวน 40 กระป๋อง ๆ ละ 400 บาท

เป็นเงิน 16,000  บาท

รวมเป็นเงิน  40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)

  1. ชื่อโครงการโครงการจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา
  2. หลักการและเหตุผล

ตามประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 119 ตอนพิเศษ 23ง วันที่ 13 มีนาคม 2545 ได้ประกาศแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งในส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายโอนภารกิจด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต และด้านวางแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ดำเนินการโดยใช้ศูนย์บริการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เป็นศูนย์กลาง  ดำเนินงานด้านการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต ในชุมชนซึ่งมีคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล  ร่วมกับเลขานุการศูนย์ฯ  ทำหน้าที่บริหารจัดการ โดยดำเนินการในลักษณะบูรณาการระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในการพัฒนาอาชีพในตำบล โดยยึดถือมติประชาวิจารณ์ของชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงาน

  1. วัตถุประสงค์
  2. เพื่อจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ในการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาตำบล และการเสนอของบประมาณสนับสนุนแผน
  3. เพื่อจัดประชุมคณะกรรมการบริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ในการพิจารณาดำเนินงาน ตามที่หน่วยงานต้นสังกัด สั่งการให้ศูนย์ฯดำเนินการ
  4. เพื่อให้คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล พิจาณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ต่าง ๆ
  5. เพื่อให้คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ดำเนินการสำรวจข้อมูลพื้นฐานในตำบลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับผลการจัดทำเวทีชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล
  6. เป้าหมาย คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภาจำนวน 16 คน
  7. วิธีดำเนินการ

ประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา    จำนวน 16  คน เดือนละ  1  ครั้ง รวม  12  ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือเรื่องงานบริหารและพัฒนาการเกษตรในตำบลให้พัฒนายิ่งขึ้น

  1. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  2. สถานที่ดำเนินการ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย
  1. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

จำนวน  19,200 บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันสองร้อยบาทถ้วน)  รายละเอียดดังนี้

–  ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

ประจำตำบลแสงภา  จำนวน 16 คน ๆละ 100 บาท จำนวน 12 ครั้ง                 เป็นเงิน  19,200บาท

รวมเป็นเงิน  19,200  บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันสองร้อยบาทถ้วน)

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา
  • สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว
  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา จะมีการประชุมเดือน  ละ 1 ครั้ง เพื่อ เสนอปัญหาและพิจาณาแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของศูนย์ฯ
  3. คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา จะได้ทำข้อเสนอจากการจัดเวทีประชาวิจารณ์ด้านการเกษตร มาเพื่อพิจารณาเพื่อกำหนดเป็นแผนพัฒนาตำบล
  4. การสำรวจข้อมูลพื้นฐาน การสำรวจข้อมูลการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆของตำบลจะเป็นไปด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง เพราะคณะกรรมการศูนย์ฯ คือ บุคคลที่ถูกคัดเลือกมาจากทุกหมู่บ้านในตำบล
  1. ชื่อโครงการ โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลิตทางการเกษตรและบรรจุภัณฑ์
  1. หลักการและเหตุผล เนื่องจากในตำบลแสงภามีการรวมกลุ่มกัน เพื่อประกอบอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนหลายชนิดที่ต้องการพัฒนาคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานของสินค้า  เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาด
  2. วัตถุประสงค์
  3. เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน
  4. เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย
  5. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สินค้า

แปรรูปของวิสาหกิจชุมชน

  1. เป้าหมาย ม. 1 ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย  เกษตรกร  10  คน
  2. วิธีดำเนินการ
  3. ประชุมชี้แจงโครงการ 1 ครั้ง  จำนวน   10   คน
  4. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาบรรจุภัณฑ์  1 ครั้ง
  5. ดำเนินการขอรับรองมาตรฐานสินค้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  6. ระยะเวลาดำเนินการ

          1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

  1. สถานที่ดำเนินการ

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านแสงภา  หมู่ที่ 1  ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

  1. งบประมาณ

งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา  ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและบรรจุภัณฑ์ จำนวน  30,900 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยบาทถ้วน) รายละเอียดแนบท้าย                                                         

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสินค้าแปรรูปให้ได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของลูกค้า

ในท้องถิ่นและตลาดทั่วไป

  1. เป็นการสร้างรายได้เสริมแก่ครัวเรือน

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลิตทางการเกษตร

และบรรจุภัณฑ์

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลแสงภา  งบประมาณ  30,900 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยบาทถ้วน) ดังรายละเอียดดังนี้

  1. อบรมชี้แจงโครงการ 1  ครั้ง  จำนวน  10  คน

1.1 ค่าอาหารกลางวัน 10 คนๆ ละ 50 บาท  จำนวน 1มื้อ                   เป็นเงิน 500 บาท

1.2 ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 10 คนๆละ 20 บาท จำนวน 2 มื้อ  เป็นเงิน 400 บาท

  1. ค่าสติกเกอร์ติดถุงบรรจุภัณฑ์ อันละ  5  บาท   จำนวน  3,000 อัน          เป็นเงิน   15,000  บาท

2.1 ค่าถุงกระดาษหิ้ว   ถุงละ   10    บาท  จำนวน  1,500  บาท        เป็นเงิน   15,000  บาท

รวมเป็นเงิน 30,900 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยบาทถ้วน)

  1. ชื่อโครงการ โครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา
  2. หลักการและเหตุผล

ด้วยกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้ทุกอำเภอมีการจัดตั้งศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเกษตรในทุกตำบลเพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานและถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร , ปศุสัตว์ , ประมงและกลุ่มสถาบันเกษตรอื่น ๆ ให้แก่ชุมชน ดังนั้น เพื่อให้การบริการด้านการเกษตรแก่ชุมชนบรรลุตามวัตถุประสงค์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานและการตกแต่งภายในอาคารศูนย์ให้เป็นระเบียบและสวยงามเหมาะสมกับการเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้วิชาชีพไปสู่ชุมชน

3.วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเป็นศูนย์ประสานการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
  2. เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลและบริการข่าวสารด้านการเกษตรแต่ละสาขาอาชีพ
  3. เพิ่มเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเกษตร
  4. เป้าหมาย ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา  หมู่ที่ 2 ตำบลแสงภา

อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

  1. วิธีดำเนินกา

– จัดซื้อวัสดุและปรับปรุงข้อมูลศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

  1. ระยะเวลาดำเนินการ  1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  2. สถานที่ดำเนินการ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา  หมู่ที่ 2  ตำบลแสงภา               อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  3. งบประมาณ

งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา  ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา จำนวน  3,800 บาท (สามพันแปดร้อยบาทถ้วน) รายละเอียดแนบท้าย                                                       

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เป็นศูนย์ประส่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา
  3. เป็นศูนย์ข้อมูลการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา
  4. เป็นเวทีชุมชนในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา
  5. เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลแสงภา

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลแสงภา  งบประมาณ  3,800 บาท

(สามพันแปดร้อยบาทถ้วน) ดังรายละเอียดดังนี้

  1. สมุดเบอร์ 2 จำนวน 24 เล่ม ๆ ละ 30 บาท                                   เป็นเงิน   720  บาท
  2. ปากกาลูกลื่น(คละสี) จำนวน 50 ด้ามๆ ละ 6 บาท                                    เป็นเงิน   250  บาท
  3. แล็คซีน ขนาด 2 นิ้ว จำนวน   4  ม้วนๆ ละ 60 บาท                        เป็นเงิน   240  บาท
  4. กระดาษถ่ายเอกสาร A4  จำนวน 8 ริม ๆ ละ 110  บาท                   เป็นเงิน   880  บาท
  5. กระดาษปกสี จำนวน 4 ริมๆ ละ 120 บาท                                   เป็นเงิน   460  บาท
  6. กระดาษโรเนียว จำนวน  3  ริม ๆ ละ 90  บาท                              เป็นเงิน    270 บาท
  7. CD – RW จำนวน  50  แผ่น ๆ ละ  5  บาท                                 เป็นเงิน    250 บาท
  8. แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด จำนวน  10  แผ่น ๆ ละ 40                            เป็นเงิน    400 บาท
  9. ปากกาลบความผิด จำนวน  2  ด้าม ๆ ละ  65  บาท                        เป็นเงิน    130 บาท
  10. กระดาษสติกเกอร์สี จำนวน  5  แผ่น ๆ ละ  40  บาท                     เป็นเงิน    200 บาท

รวมเป็นเงิน  3,800  บาท (สามพันแปดร้อยบาทถ้วน)

  1. ชื่อโครงการ การผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  2. หลักการและเหตุผล ปัจจุบันในการทำการเกษตร เกษตรกรนิยมใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชกันมาก  ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดและวิธีปฏิบัติให้เกษตรกรหันมารู้จักผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์  ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเองมากขึ้น
  3. วัตถุประสงค์
  4. เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
  5. เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  6. เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นอาชีพเสริมกับเกษตรกร
  7. เป้าหมาย เกษตรกร จำนวน  25  ราย
  8. วิธีดำเนินการ
  9. ฝึกอบรมเกษตรกรหลักสูตรการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติ จำนวน  1 กลุ่มๆ ละ  25  ราย  จำนวน  1  วัน
  10. สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตสารธรรมชาติ จำนวน  25  ราย
  11. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  12. สถานที่ดำเนินการ ม.4 ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  13. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภาตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556

โครงการการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  จำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

รายละเอียดแนบท้าย

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เกษตรกรมีความเข้าใจนาการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
  3. เกษตรกรลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  4. เกษตรกรลดรายจ่ายต้นทุนในการผลิตเพื่อซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลแสงภา งบประมาณ  จำนวน  10,000  บาท

(หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)  ดังรายละเอียดดังนี้

  1. ค่าฝึกอบรม

1.1 ค่าอาหารกลางวัน  จำนวน 25 รายๆ ละ 1 มื้อๆ ละ 50 บาท              เป็นเงิน  1,250  บาท

1.2 ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม  จำนวน 25 รายๆ ละ 2 มื้อๆ ละ 20 บาท    เป็นเงิน  1,000  บาท

1.3 ค่าวัสดุฝึกอบรมและเอกสารประกอบ  จำนวน 25 รายๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน  1,250  บาท

  1. ค่าวัสดุ

2.1 ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตและบรรจุสารธรรมชาติของเกษตรกร

จำนวน  25  รายๆ ละ  260  บาท                                               เป็นเงิน  6,500  บาท

รวมเป็นเงิน  10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน

ภาคผนวก

กระบวนการจัดทำเวทีชุมชน

 

ครั้งที่

 

วัตถุประสงค์

จำนวนชาวบ้านที่  เข้าร่วมทั้งหมด (คน) จำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด จำนวนผู้นำชาวบ้าน  

ผลที่ได้รับ

ชื่อหน่วยงาน จำนวน(คน)
1 เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนรู้จักตัวเองและ       สิ่งแวดล้อมใน      ชุมชน

 

100 คน สนง.เกษตรอำเภอ 5 คน 6  คน -ทราบข้อมูล      พื้นฐานชุมชน

-ทราบถึงทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของชุมชน

2 เพื่อชี้ให้ชุมชนได้เห็นสภาพที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ

 

100 คน สนง.เกษตรอำเภอ 5 คน 6  คน -การวิเคราะห์    ศักยภาพเศรษฐกิจ สังคม ของชุมชน

-การเสนอปัญหาของชุมชน

3 เพื่อให้ชุมชนได้ทราบถึงความสำคัญของปัญหาแต่ละด้านว่ามีความจำเป็นมากน้อยกว่ากัน 100 คน สนง.เกษตรอำเภอ 5 คน 6  คน -การวิเคราะห์สภาพปัญหา

-การรวบรวมหมวดหมู่ของ ปัญหา

4 เพื่อนำปัญหาและของเสนอแนวทางแก้ไขปัญหามาจัดทำแผนและโครงการสนับสนุน                งบประมาณ     ดำเนินการตามแผน

 

100 คน สนง.เกษตรอำเภอ 5 คน 6  คน -การแก้ไขปัญหา

-การกำหนดแผนชุมชน

-การจัดทำโครงการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณดำเนินการตามแผน