ตำบลเหล่ากอหก

บทที่  ๑

โครงการพัฒนาชุมชนตำบลเหล่ากอหก

อำเภอนาแห้ว   จังหวัดเลย

หลักการและเหตุผล

การพัฒนาชุมชนตำบลเหล่ากอหกที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาที่บุคคลภายนอกพื้นที่เป็นผู้ริเริ่มและชี้นำการพัฒนามาโดยตลอด   ทำให้ผลของการปฏิบัติไม่ตรงตามความต้องการของชุมชน เนื่องจากขาดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน  ดังนั้น  ในการพัฒนาชุมชนในยุคปัจจุบันต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ที่ทราบปัญหาและศักยภาพความต้องการของท้องถิ่น    จะต้องมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางวางแผนงานในการพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น  ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้นซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ  องค์กรเอกชน  ให้คำแนะนำด้านความรู้วิชาการ มีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการชุมชนของตนเองให้สามารถพึ่งพาตนเองได้และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน     ต่อไปในอนาคต

วัตถุประสงค์

๑.  ส่งเสริมการทำงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ     โดยปรับเปลี่ยนบทบาทในการทำงานให้ชุมชนเป็นผู้กำหนด   แนวทางการพัฒนาของตนเอง

๒.  เพื่อส่งเสริมแนวคิดและการบริหารจัดการกระบวนการพัฒนา    เพื่อการพึ่งพาตนเองให้แก่ผู้นำและกลุ่มกิจกรรมต่าง  ๆ  ของชุมชน

๓.  เพื่อจัดทำแผนพัฒนาชุมชน    โดยการที่ชุมชนเป็นผู้กำหนดขึ้น    ตามความต้องการและตามศักยภาพของชุมชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑.  ทำให้ชุมชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับงานส่งเสริมในพื้นที่มีความรู้    ความสามารถในการทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๒.  มีการพัฒนาอาชีพหรือกิจกรรมเพื่อการพึ่งพาตนเองของชุมชน    ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่คนในชุมชน

๓.  ได้แผนพัฒนาการเกษตรของตำบล   ซึ่งจัดทำขึ้นโดยชุมชนเป็นผู้กำหนด

พื้นที่เป้าหมาย

ครัวเรือนเกษตรกร   ๕๒๐   ครัวเรือนในตำบลเหล่ากอหก   อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

จำนวน   ๕   หมู่บ้าน

ระยะเวลาดำเนินการ

ตั้งแต่ตุลาคม   ๒๕๕๖ – กันยายน  ๒๕๕๘

งบประมาณที่ใช้และแหล่งที่มา

๑.  งบประมาณทั้งหมด   ๓๓๐,๔๔๐           บาท

๒.  แหล่งที่มางบประมาณ

–  องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

–  ส่วนราชการ

–  เอกชน

–  ระดมทุนจากสมาชิก

–  กองทุนหมู่บ้าน

ผู้รับผิดชอบโครงการ

–   ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลนาแห้ว

–  องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

–  คณะกรรมการหมู่บ้าน / เกษตรหมู่บ้าน

–  สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

บทที่  ๒

สภาพพื้นฐานทางกายภาพชีวภาพ  สังคมและสิ่งแวดล้อม

.๑ ข้อมูลทั่วไป

. ที่ตั้ง

ตำบลนาแห้วเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย  มีอาณาเขตติดต่อ  ดังนี้

ตำบลเหล่ากอหก ตั้งอยู่ในเขตอำเภอนาแห้ว มีเนื้อที่ประมาณ 67,049 ไร่ จากข้อมูลของ
กรมการปกครอง(2550) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 หมู่บ้าน และมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้
(รูปที่ 2-1)

หมู่ที่   1   บ้านเหล่ากอหก

หมู่ที่   2   บ้านนาเชื่อม

หมู่ที่   3   บ้านนาลึ่ง

หมู่ที่   4   บ้านนาผักก้าม

หมู่ที่   5   บ้านนาเจริญ

อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ            ติดต่อกับ  บ้านร่มเกล้า  อำเภอชาติตระการ  จังหวัดพิษณุโลก

ทิศใต้                ติดต่อกับ  ตำบลน้ำกุ่ม  อำเภอนครไทย  จังหวัดพิษณุโลก

ทิศตะวันออก       ติดต่อกับ  ตำบลแสงภา  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

ทิศตะวันตก         ติดต่อกับ  ตำบลบ่อภาค  อำเภอชาติตระการ  จังหวัดพิษณุโลก

ตารางแสดงข้อมูลประชากรตำบลนาแห้ว

หมู่ ชื่อหมู่บ้าน จำนวนประชากร (คน) จำนวนครัวเรือน จำนวนครัวเรือนเกษตรกร กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน
ชาย หญิง รวม
1 เหล่ากอหก 328 284 612 183 145 นายชมภู  จันทะคุณ
2 นาเชื่อม 141 136 277 70 63 นายเสถียร  จันทะคุณ (กำนัน)
3 นาลึ่ง 220 217 437 123 88 นายปฏิพัฒน์  พุทธรักษ์
4 นาผักก้าม 237 236 473 151 115 นายธนโชติ  สิงห์คำ
5 นาเจริญ 249 226 475 144 109 นายทองหนัก  จันทะคุณ
  รวม 1175 1099 2274 671 520  

ที่มา:  ข้อมูลทะเบียนราษฎรสำนักทะเบียนอำเภอนาแห้ว

สภาพภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ของตำบลเหล่ากอหก เป็นภูเขาสูงชันในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยสายเล็ก ๆ เช่น ห้วยน้ำกวาง ห้วยสีดา ห้วยร้องห้อมและห้วยทับหมู มีที่ราบเพียงบางส่วน บริเวณที่ราบเชิงเขาตอนกลางของตำบลมีลักษณะเป็นที่ราบสลับที่ดอนเป็นที่ตั้งของชุมชนและตัวตำบล

พื้นที่ทั้งหมด ตำบลเหล่ากอหก 80,464  ไร่

– พื้นที่ทำการเกษตร                          10,773  ไร่แบ่งเป็น

– พื้นที่นา                            1,100  ไร่

– พื้นที่ไร่                             8,466  ไร่

– พื้นที่สวน                               372  ไร่

– พื้นที่เลี้ยงสัตว์                         100  ไร่

-พื้นที่อยู่อาศัย                           490  ไร่

-พื้นที่ป่าไม้                            58,927 ไร่

– พื้นที่สาธารณะ                           6  ไร่

– พื้นที่อื่นๆ                              230  ไร่

สภาพภูมิอากาศ

ตำบลเหล่ากอหก มีสภาพภูมิอากาศแบบฝนตกชุกสลับแห้งแล้งในเขตร้อน หรือเขตฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู (Tropical  Sarannah  Climate : AW) โดยมีอุณภูมิสูงตลอดปีและมีฤดูแล้งที่เด่นชัด ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ทำให้เกิดฝนตกในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมและช่วงหลัง  เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึง
ปลายเดือนตุลาคม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นในทะเลจีนใต้ ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดเอาความหนาวเย็นมาปกคลุม ทำให้มีช่วงฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และอากาศจะเริ่มร้อนขึ้นเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

จากสถิติภูมิอากาศของสถานีตรวจอากาศ อำเภอเมือง จังหวัดเลย (ปี พ.ศ.2539-2550)
ได้นำมาใช้พิจารณาเป็นตัวแทนลักษณะภูมิอากาศในพื้นที่ ตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย สรุปได้ดังนี้ (ตารางที่ 2-1 และรูปที่ 2-2)

– อุณหภูมิ มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 25.84 องศาเซลเซียส โดยมีอุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน เท่ากับ 35.50 องศาเซลเซียส และต่ำสุดในเดือน มกราคม เท่ากับ 15.23 องศาเซลเซียส

– ปริมาณน้ำฝน มีปริมาณน้ำฝนรวมตลอดปี 1,257.2 มิลลิเมตร โดยมีปริมาณน้ำฝนสูงสุด
ในเดือนกันยายน เท่ากับ 264.17 มิลลิเมตร ต่ำสุดในเดือน มกราคม เท่ากับ 1.59 มิลลิเมตร

– ความชื้นสัมพัทธ์ มีความชื้นสัมพัทธ์ตลอดปี 73.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นสัมพัทย์สูงสุด
ในเดือนกันยายน เท่ากับ 84.10 เปอร์เซ็นต์ และต่ำสุดในเดือน มีนาคม เท่ากับ 62.27 เปอร์เซ็นต์

– การวิเคราะห์ช่วงฤดูเพาะปลูกพืช ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกพืช โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝนรายเดือนเฉลี่ย และค่าศักยภาพการคายระเหยน้ำของพืชรายเดือนเฉลี่ย (Evapotranspiration : ETo) ซึ่งคำนวณโดยใช้โปรแกรมCropwat  for  Windows Version 4.3 โดยพิจารณาจากระยะเวลาช่วงที่เส้นน้ำฝนอยู่เหนือเส้น 0.5 ETo เป็นหลัก เพื่อหาช่วงระยะเวลา
ที่เหมาะสมในการปลูกพืช ของตำบลเหล่ากอหก  อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย สามารถสรุปได้ดังนี้

1)  ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการเพาะปลูก จะอยู่ในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากดินยังคงมีความชื้นหลงเหลืออยู่ พอเพียงสำหรับปลูกพืชไร่ พืชผัก อายุหลังจากหมดฤดูฝนประมาณหนึ่งเดือน และอาจใช้แหล่งน้ำในไร่นาช่วยเสริมการเพาะปลูกได้บ้างแต่ทั้งนี้ควรวางแผนจัดระบบการปลูกพืชให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

2)  ช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก แบ่งเป็นช่วงขาดน้ำ มีปริมาณน้ำฝนและ
การกระจายน้อยหรือไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชจะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ในช่วงเวลาดังกล่าวบริเวณริมแม่น้ำสามารถปลูกพืชฤดูแล้งโดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ รวมถึงพื้นที่ที่มีการส่งน้ำจากระบบชลประทานหรือโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ช่วงน้ำมากเกินพออยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนมากบริเวณ
ที่ลุ่มหรือบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ อาจเกิดน้ำท่วมซึ่งส่งผลเสียหายกับผลผลิตได้

ตารางที่ 2-1  สถิติภูมิอากาศ  ณ  สถานีตรวจอากาศ อำเภอเมือง  จังหวัดเลย  (ปี พ.ศ.2539-2550)

เดือน ปริมาณ จำนวนวัน อุณหภูมิ อุณหภูมิ อุณหภูมิ ความชื้น ศักยภาพการคาย
น้ำฝน (มม.) ที่ฝนตก ต่ำสุด ( ซ) สูงสุด ( ซ) เฉลี่ย( ซ) สัมพัทธ์ (%) ระเหยน้ำ (มม.) *
ม.ค. 1.59 0.75 15.23 30.82 22.18 67.31 97.58
ก.พ. 17.66 2.33 17.15 32.86 24.3 63.54 105.79
มี.ค. 38.28 6.33 20.27 35.23 26.99 62.27 136.24
เม.ย. 96.68 11.92 22.64 35.5 28.06 69.25 138.47
พ.ค. 183.67 16.58 23.69 33.62 27.7 77.11 116.99
มิ.ย. 192.28 16.25 24.17 33.17 27.79 78.28 112.6
ก.ค. 129.08 16 24.11 32.66 27.63 77.69 108.13
ส.ค. 187.29 19.25 23.87 32.03 27.14 80.22 98.64
ก.ย. 264.17 19.92 23.15 31.24 26.31 84.1 84.82
ต.ค. 116.64 10.08 21.88 31.47 25.96 79.52 95.11
พ.ย. 24.51 3.17 18.88 30.73 24.06 74.69 88.58
ธ.ค. 5.33 0.5 15.95 29.42 21.92 70.26 86.16
รวม 1257.18 123.08 250.99 388.75 310.04 884.24 1269.11
เฉลี่ย 104.77 10.26 20.92 32.40 25.84 73.69 105.76

ที่มา       :  กรมอุตุนิยมวิทยา (2550)              

หมายเหตุ :  * จากการคำนวณ

 108

 

รูปที่ 2-2  กราฟสมดุลของน้ำเพื่อการเกษตร จังหวัดเลย  พ.ศ. 2539 -2550

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของตำบลเหล่ากอหกส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน และยังมีป่าไม้ปกคลุมบางส่วน จึงทำให้อากาศไม่แปรปรวน อุณหภูมิมีที่ตั้งอยู่ในระหว่าง เดือน กุมภาพันธ์-เมษายน  ประมาณ  33 องศาเซลเซียสอากาศจะหนาวและมีหมอกลงในตอนเช้า  ส่วนเดือนพฤษภาคม  จะมีฝนกระจายทั่วไป  ดังตารางแสดงสถิติอุณหภูมิ  ดังนี้

ตารางแสดงสถิติอุณหภูมิตำบลนาแห้ว  ปี  ๒๕๕๑-๒๕๕๕

เดือน/พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๕๕๒ ๒๕๕๓ ๒๕๕๔ ๒๕๕๕
ต่ำสุด ต่ำสุด สูงสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด ต่ำสุด สูงสุด
มกราคม ๖.๕๐ ๑๐.๐๐ ๓๑.๕๐ ๓๑.๕๐ ๑๖.๕๐ ๒๘.๐๐ ๑๓.๓๐ ๒๕.๒๐ ๙.๐๐ ๓๑.๐๐
กุมภาพันธ์ ๑๓.๐๐ ๑๓.๔๐ ๓๓.๒๐ ๓๔.๐๐ ๑๗.๙๐ ๓๒.๗๐ ๑๗.๖๐ ๒๙.๗๐ ๑๕.๐๐ ๓๔.๒๐
มีนาคม ๑๒.๐๐ ๑๖.๐๐ ๓๖.๕๐ ๓๕.๔๐ ๑๙.๗๐ ๓๔.๔๐ ๑๒.๐๐ ๓๓.๕๐ ๑๗.๐๐ ๓๔.๕๐
เมษายน ๒๐.๐๐ ๑๗.๒๐ ๓๖.๒๐ ๓๖.๕๐ ๓๑.๑๐ ๓๗.๒๐ ๑๕.๐๐ ๓๔.๐๐ ๑๘.๐๐ ๓๗.๕๐
พฤษภาคม ๒๒.๐๐ ๒๐.๐๐ ๓๖.๐๐ ๓๗.๕๐ ๒๔.๗๐ ๓๔.๙๐ ๒๑.๐๐ ๓๔.๖๐ ๒๑.๐๐ ๓๗.๕๐
มิถุนายน ๒๒.๐๐ ๒๒.๒๐ ๓๕.๐๐ ๓๓.๐๐ ๒๔.๕๐ ๓๓.๕๐ ๒๐.๐๐ ๓๔.๐๐ ๒๓.๐๐ ๓๓.๕๐
กรกฎาคม ๒๑.๐๐ ๒๑.๐๐ ๓๔.๐๐ ๓๔.๕๐ ๒๓.๕๐ ๓๑.๖๐ ๒๐.๕๐ ๓๔.๐๐
สิงหาคม ๒๒.๐๐ ๒๐.๐๐ ๓๓.๐๐ ๓๔.๐๐ ๒๒.๗๐ ๒๙.๖๐ ๒๐.๘๐ ๓๔.๐๐
กันยายน ๑๙.๐๐ ๒๐.๘๐ ๓๕.๐๐ ๓๒.๐๐ ๒๒.๘๐ ๓๐.๖๐ ๒๑.๖๐ ๓๒.๐๐
ตุลาคม ๑๖.๕๐ ๑๗.๕๐ ๓๓.๐๐ ๓๑.๕๐ ๒๑.๓๐ ๒๘.๒๐ ๑๘.๕๐ ๓๓.๕๐
พฤศจิกายน ๑๐.๐๐ ๑๕.๐๐ ๓๒.๔๐ ๒๘.๐๐ ๑๖.๔๐ ๒๗.๑๐ ๑๕.๘๐ ๓๐.๘๐
ธันวาคม ๑๐.๐๐ ๕.๐๐ ๓๒.๐๐ ๓๐.๐๐ ๑๕.๔๐ ๒๘.๐๐ ๙.๕๐ ๓๐.๒๐

แหล่งน้ำและปริมาณน้ำฝน

1.ลำน้ำกวาง ไหลผ่านทุกหมู่บ้านจากต้นน้ำทางด้านทิศตะวันตกเป็นบ้านนาลึ่งผ่านนาเชื่อม,เหล่ากอหก       นาผักก้ามและนาเจริญ  ระยะทางประมาณ  14  กิโลเมตร

  1. ห้วยทับหมูเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ประกอบการเกษตร บ้านเหล่ากอหก หมู่ที่ 1
  2. ห้วยสีดา เป็นแหล่งน้ำใช้ บ้านนาลึ่ง หมู่ที่  3
  3. ห้วยปูน เป็นแหล่งน้ำใช้ บ้านนาเชื่อมหมู่ที่  2
  4. ห้วยทับหมูน้อย เป็นแหล่งน้ำใช้บ้านนาผักก้าม หมู่ที่  4
  5. ห้วยนาทุม เป็นแหล่งน้ำใช้ประกอบการเกษตร  บ้านนาเจริญ  หมู่ที่  5

สถิติปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง 4 ปี อำเภอนาแห้ว

แหล่งข้อมูล : อุณหภูมิและน้ำฝนอำเภอนาแห้ว

ตาราง แสดงปริมาณน้ำฝนตำบลเหล่ากอหก  ระหว่าง ปี 2551-2554

เดือน 2551 2552 2553 2554 เฉลี่ย
มกราคม 0 0.5 0.6 0.1 1.2
กุมภาพันธ์ 0.05 1.2 0 2.5 3.75
มีนาคม 1.3 1.3 0 6 8.6
เมษายน 3 7 2.7 2.8 15.5
พฤษภาคม 11.5 6.9 3.5 5.8 27.7
มิถุนายน 9.06 2.6 6.9 3.5 22.06
กรกฎาคม 3 2.5 8.4 2.6 16.5
สิงหาคม 14.3 3.3 19.6 9 46.2
กันยายน 14.1 11.3 11.8 2.6 39.8
ตุลาคม 8.4 4.6 3.8 3 19.8
พฤศจิกายน 0.12 1.5 0 0 1.62
ธันวาคม 0 0 2.7 0 2.7
รวม 64.83 42.7 60 37.9 205.43

เส้นทางคมนาคม   

ตำบลเหล่ากอหก มีเส้นทางคมนาคมทางหลวงหมายเลข 1268 นาแห้ว เหล่ากอหก เป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร โดยมีทางแยกสู่หมู่บ้านนาเชื่อม และนาลึ่งระยะทาง 3.5 กิโลเมตร     แผนที่แสดงเส้นทางคมนาคม ตำบลเหล่ากอหก

109

กลุ่มชุดดินที่ 62

ลักษณะโดยทั่วไป : ดินนี้ประกอบด้วยพื้นที่ภูเขา ซึ่งมีความลาดชันมากกว่า 35 % ดินที่พบในบริเวณดังกล่าวนี้มีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิดในบริเวณนั้น มักมีเศษหิน ก้อนหิน หรือหินพื้นโผล่ กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่ยังปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่าง ๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้น หลายแห่งมีการทำไร่เลื่อนลอย โดยปราศจากมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน จนบางแห่งเหลือแต่หินพื้นโผล่ ได้แก่ชุดดินที่ลาดชันเชิงซ้อน (Sc) กลุ่มชุดดินนี้ไม่ควรนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เนื่องจากมีปัญหาหลายประการที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ควรสงวนไว้เป็นป่าตามธรรมชาติ เพื่อรักษาแหล่งต้นน้ำลำธาร
ปัญหาในการใช้ประโยชน์ที่ดิน : พื้นที่ภูเขาลาดชันมากกว่า 35 % มีการกัดกร่อนของดินได้ง่าย
ความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืช : ดินกลุ่มที่ 62 มีศักยภาพไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเพาะปลูกพืช เนื่องจากเป็นดินตื้น มีหินโผล่ที่ผิวดินเป็นส่วนใหญ่ และพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน มีความลาดเทเฉลี่ยเกิน 35 % ง่ายต่อการชะล้างพังทลายของดิน จึงเหมาะสมที่จะรักษาไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้ธรรมชาติเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร
การจัดการดินกลุ่มชุดดินที่ 62 ป้องกันการบุกรุกทำลายป่า ถ้ามีการบุกรุกทำลายป่า ควรเร่งรัดการปลูกป่าทดแทน และบำรุงรักษาป่าธรรมชาติที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น บริเวณที่ลาดชันและง่ายต่อการชะล้างพังทลายควรนำมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมมาใช้ทั้งมาตรการทางเกษตรกรรมและทางวิศวกรรม เช่นเดียวกับกลุ่มดินที่ 61 ที่ได้กล่าวมาแล้ว
ข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ ดังที่กล่าวมาแล้ว ดินกลุ่มที่ 62 ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ทางการเพาะปลูกหรือทางการเกษตร ส่วนใหญ่อยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 ดังนั้นควรเก็บสงวนหรือรักษาไว้ให้คงสภาพเป็นป่าไม้เพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร หรือเขตป่าอนุรักษ์อื่นๆ เนื่องจากพื้นที่ส่วนนี้มีลักษณะและคุณสมบัติที่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและรุนแรง ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรเป็นการใช้ประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์หรือทางด้านเกษตร จำนวนหมู่บ้าน  5  หมู่บ้าน

สาธารณูปโภค (ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์)

หมู่ที่ ชื่อบ้าน น้ำประปา(แห่ง) โทรศัพท์(แห่ง)
12

3

4

5

 

เหล่ากอหกนาเชื่อม

นาลึ่ง

นาผักก้าม

นาเจริญ

11

1

1

1

32

2

2

2

รวม 5 5 11

การไฟฟ้าตำบลเหล่ากอหกมีไฟฟ้าใช้ทุกหมู่บ้าน 5 หมู่บ้าน แต่เว้นบางบ้านที่ปลูกสร้างใหม่การขยายเขตไฟฟ้า ยังไม่ทั่วถึง

สิ่งก่อสร้าง ต่างๆ

หมู่ที่ วัด โรงเรียน อนามัย อบต.
12

3

4

5

 

11

1

1

1

1-

1

1

1

1-

1

1-

-

๒.๒   ข้อมูลด้านชีวภาพ

พันธุ์พืชที่ปลูก

–  ข้าว    ได้แก่    พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ   ๑๐๕  , กข ๖ , พันธุ์พื้นเมือง (ซิวเกลี้ยง/หางปลาไหล)

–  มันสำปะหลัง  ได้แก่   พันธุ์เกษตรศาสตร์  ๕๐ , ระยอง ๙๐,ระยอง ๗๒ , ห้วยบง  ๖๐

–  หม่อน   ได้แก่  บร.๖๐ , นม.๖๐  ,  หม่อนน้อย, หม่อนไผ่

พันธุ์สัตว์

–  โคเนื้อ   ได้แก่  พื้นเมือง

–  สุกร   ได้แก่   ลาจไวท์ , ดูรอคเจอร์ซี่

การใช้ที่ดิน

พื้นที่ทั้งหมด ตำบลเหล่ากอหก 80,464  ไร่

– พื้นที่ทำการเกษตร                10,773           ไร่แบ่งเป็น

– พื้นที่นา                    1,100          ไร่

– พื้นที่ไร่                     8,466          ไร่

– พื้นที่สวน                     372         ไร่

– พื้นที่เลี้ยงสัตว์                 100         ไร่

-พื้นที่อยู่อาศัย                 490          ไร่

-พื้นที่ป่าไม้                 58,927          ไร่

– พื้นที่สาธารณะ                 6           ไร่

– พื้นที่อื่นๆ               230          ไร่

ระบบการผลิตพืช/สัตว์/ประมง

  • ระบบการผลิตพืช เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องอาศัย ปัจจัยธรรมชาติเป็นหลักหากปีใดฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง การปลูกพืชก็จะได้รับความเสียหายและผลผลิตตกต่ำ อาชีพการเกษตรที่ทำได้แก่ นาข้าว ข้าวไร่ ถั่วต่างๆ ขิง ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ พืชผัก

–  ระบบการผลิตสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร นิยมเลี้ยงโค กระบือ เพราะสามารถทำรายได้ใกล้กับครอบครัว ฤดูแล้งเกษตรกรจะปล่อยเลี้ยงตามทุ่งนา ส่วนฤดูฝนก็จะปล่อยเลี้ยงตามหัวไร่ ปลายนา หรือเขตป่าสงวนแล้วล้อมคอก เป็นบริเวณให้ โค กระบือ หากินตามธรรมชาติ ส่วนสุกรนั้น  ลงทุนสูงเรื่องอาหาร เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยงจะมีก็กรณีผู้มีโรงสีข้าวเท่านั้น เพราะใช้รำข้าวเป็นอาหาร และเป็ด ไก่ ก็เลี้ยงเกือบทุกครัวเรือนเลี้ยงเพื่อบริโภคเป็นหลัก หากมีมากก็แบ่งขายให้เพื่อนบ้านเป็นส่วนน้อย

–  การประมง/การเลี้ยงปลาน้ำจืด พื้นที่ขุดบ่อมีจำกัด และเป็นพื้นที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก เช่น ฤดูแล้งน้ำแห้งขอด จึงไม่นิยมขุดบ่อเลี้ยงปลาบางบ้าน ก็จะเลี้ยงในบ่อพลาสติก และบ่อซีเมนต์เลี้ยงเพื่อบริโภคและหาจับปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติบริโภคได้ ไม่มีการเลี้ยงเพื่อการค้าปลาที่เลี้ยงได้แก่ ปลานิล ปลาดุก ปลาตะเพียน และปลาไหล

การผลิตข้าวนา

จะทำการเพาะปลูกในฤดูนาปี เพียงปีละ 1 ครั้ง พื้นที่นามีบริเวณจำกัดเฉพาะที่ราบลุ่ม           การทำนาขั้นบันไดตามที่ราบเชิงเขา และหุบเขาก็มีอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เกษตรกรอาศัยน้ำตามลำห้วยเชิงเขาและลำน้ำที่ไหลผ่านในการทำนา ข้าวนาปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน เพราะที่นามีน้อย โดยเฉลี่ย ครัวเรือนละ 1 – 2 ไร่ บางครอบครัวไม่เพียงพอในการบริโภค จึงจำเป็นต้องปลูกข้าวไร่เพิ่มเติม พันธุ์ข้าวนาที่ปลูกได้แก่ กข.6 กข.10 แล้วข้าวเหนียวสันปาตอง เพาะปลูกเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน  ส่วนมากใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8  15-20 กก./ไร่ และ ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากส่วนใหญ่ที่นาเป็นดินทรายผลผลิตเฉลี่ย 500 กก./ไร่

การทำนา    มี   ๒  วิธี  คือ

๑.๑   การหว่าน     เกษตรกรจะหว่านข้าว    เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแรงงานและฝนทิ้งช่วง     ปัจจุบันจะทำนาหว่าน  ๖๐%    ในปีฝนดีและปกติ    ถ้าแล้งวิธีการไถดะทิ้งไว้    ๗ – ๑๐  วัน   แล้วไถแปรหว่านข้าวแห้ง     แล้วคราดกลบ   ช่วงเดือนกรกฎาคม  – กลางเดือนสิงหาคม    ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ๑๐ – ๑๕  กก.  ไร่

๑.๒   การปักดำ      เกษตรกรจะตกกล้าโดยคัดเลือกพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้แหล่งน้ำสามารถควบคุมน้ำได้ดี     อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์  ๕ – ๑๐  กก. / ไร่    อายุกล้าได้  ๒๕ – ๓๐  วัน   จะถอนไปปักดำระยะ  ๑๕ – ๒๕  เซนติเมตร

–  การดูแลรักษา   ปกติหลังปักดำ   ๑๐ – ๑๕  วัน   เกษตรกรจะเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งที่  ๑  สูตร   ๑๖ – ๑๖ – ๘  อัตรา  ๒๐ – ๒๕  กก. ไร่     ครั้งที่   ๒  ระยะข้าวตั้งท้อง   สูตร   ๔๖ – ๐ – ๐   หรือ  ๒๑ – ๐ – ๐   อัตรา   ๕ – ๑๐  กก. / ไร่

–  การป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว    ในพื้นที่ตำบลโนนรัง   ไม่พบโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาดรุนแรง     จะพบบ้างเล็กน้อย     การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดมีแนวโน้มลดลงมาก    เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ระบบนิเวศน์ในนาข้าวตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร   ตั้งแต่ปี  ๒๕๔๓   เป็นต้นมา

–  การเก็บเกี่ยว    จาก  ๓  ปี   ที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรใช้คนเกี่ยวและใช้เครื่องนวด  ๙๘%    เนื่องจากขาดแรงงาน    สะดวกรวดเร็วซึ่งเป็นการลดขั้นตอน

–   การจำหน่าย    เกษตรกรจะนำข้าวเปลือกไปขายให้กับพ่อค้าที่อำเภอนาแห้ว    และอำเภอด่านซ้าย   จังหวัดเลย      และบางส่วนเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

–   หลังเก็บเกี่ยว     เกษตรกรส่วนใหญ่จะปล่อยให้เป็นอาหารของวัว จนถึงฤดูกาลทำนาอีกครั้ง

การเพาะปลูกพืชไร่

ส่วนมากพื้นที่ในตำบลเหล่ากอหกเป็นภูเขาสูงพื้นที่ลาดชันเกษตรกรจึงปลูกพืชในที่ดอน โดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติพืชไร่ ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ถั่วดำ ขิง การผลิตพืชไร่นั้น ข้าวไร่ปลูกไว้บริโภค ส่วนพืชอื่น ๆ จะปลูกเพื่อจำหน่าย เป็นรายได้

มันสำปะหลัง

เกษตรกรจะทำการปลูกมันสำปะหลัง   เดือนเมษายนและพฤษภาคม  อายุเก็บเกี่ยวประมาณ  ๘ – ๑๒  เดือน    ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาหัวมันสดและความจำเป็นในการใช้เงินของเกษตรกร

การปลูก    เกษตรกรจะทำการปลูกโดยวิธีตั้งตรง   ระหว่างต้นแถวห่างกัน  ๑   เมตร    ท่อนพันธุ์ยาวประมาณ  ๒๐ – ๒๕  ซม.

การดูแลรักษา     เกษตรกรจะทำรุ่นกำจัดวัชพืช  ๒   ครั้ง   ถ้าปลูกปลายฝนจะทำรุ่นครั้งเดียว

การใส่ปุ๋ย      เกษตรกรจะใส่ปุ๋ยสูตร   ๑๕ – ๑๕ – ๑๕  ในอัตรา  ๒๕ – ๕๐  กก. / ไร่   เกษตรกรจะใส่ในช่วงของการทำรุ่นเท่านั้น     ปุ๋ยคอกเกษตรกรจะใส่ปุ๋ยคอกพร้อมกับการเตรียมดินก่อนการปลูกอัตราการใช้ปุ๋ยคอก  ๑,๐๐๐  กก. / ไร่

การเก็บเกี่ยว     ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวในช่วงหน้าแล้ง     เพราะจะให้เปอร์เซ็นต์แป้งมันสูงผลผลิตเฉลี่ยประมาณ  ๓,๒๐๐  กก. / ไร่

การจำหน่าย     เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวไปขายเป็นหัวมันสดที่โรงงานในอำเภอท่าลี   ซึ่งอยู่ห่างจากตำบลประมาณ  ๘๐  กิโลเมตร

หม่อน

การปลูกหม่อนของเกษตรกรในเขตตำบลนาแห้ว    เพื่อเลี้ยงไหม  พื้นที่ปลูกหม่อนจะกระจายอยู่ทั่วไป         เกษตรกรจะเริ่มปลูกหม่อนในเดือนพฤษภาคม   เป็นต้นไป   พื้นที่ปลูกหม่อนจะปลูกตามหัวไร่ปลายนาและบริเวณหลังบ้าน

การเตรียมดิน    ไถ   ๒   ครั้ง   แล้วขุดเป็นร่องรองก้นหลุมด้วยฟางข้าว  ,  ใบไม้แห้ง , ปุ๋ยคอก  ,  ปุ๋ยหมัก    แล้วกลบดิน

การเตรียมพันธุ์     มีพันธุ์ที่ปลูกได้แก่   บร.๖๐  ,  นม.  ๖๐  , หม่อนน้อย ,  หม่อนไผ่

การปลูก     เตรียมท่อนพันธุ์หลังซื้อจากแหล่งพันธุ์    โดยตัดท่อนพันธุ์  ยาว   ๒๕ – ๓๐  ซม.   ระยะปลูก   ๗๕x๑.๒ – ๑.๕   เมตร   แบบตั้งตรงและแบบเอียง   ๔๕  องศา    ใช้ท่อนพันธุ์หลุมละ  ๒  ท่อน

การดูแลรักษา    มีการทำรุ่น  ใช้ปุ๋ยคอก   ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตรา   ๒๕ – ๕๐  กก.   ซึ่งบางรายก็ไม่ใช้    มีการตัดแต่งกิ่งปีละ  ๑ – ๒  ครั้ง   คือตัดต่ำเดือนพฤษภาคมและมีการตัดกลางเดือนกันยายน    แต่ส่วนใหญ่ตัดปีละ   ๑   ครั้ง

การเก็บเกี่ยว     เก็บเกี่ยวเมื่อหม่อนมีอายุ   ๒   เดือนขึ้นไป    เก็บเกี่ยวปีละ   ๔ – ๕   ครั้ง    เกษตรกรส่วนใหญ่จะนำไปเลี้ยงไหมปีละ   ๔ – ๖   รุ่น   เป็นพันธ์ไหมไทย    เลี้ยงเพื่อทอผ้าไว้ใช้ในครอบครัว   และเป็นเส้นไหมดิบ    ผลผลิตใบหม่อนเฉลี่ย  ๑,๒๐๐  กก. / ไร่ / ปี

การปลูกพืชผัก

ส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกไว้เพื่อบริโภคและจะปลูกในช่วงฤดูหนาวพืชผักได้แก่ พริก มะเขือ กะหล่ำปลี แตงกวา ถั่วฝักยาว กวางตุ้งและหอม กระเทียม

ไม้ผลที่ปลูก

ไม้ผลที่ปลูกได้แก่ มะขามหวาน  ลิ้นจี่ มะไฟ ส้มเขียวหวาน แต่ปลูกได้ไม่นานเกษตรกรต้องโคนต้นเป็นบางส่วของพื้นที่ทิ้งเพราะราคาไม่ดีต้นทุนก็สูง       เกษตรกรจำนวนหนึ่งก็หันมาปลูกยางพาราแทน

ระบบการผลิตสัตว์

สำหรับการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรตำบลนาแห้ว   เลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน   เช่น   กระบือ เลี้ยงไว้เพื่อบริโภคและเป็นรายได้เสริมในครัวเรือน   ได้แก่  โค  เป็ด   ไก่  สุกร   เป็นต้น    โดยเฉพาะโคเนื้อ     เกษตรกรมีแนวโน้มการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น    เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายได้ผลตอบแทนสูง    ส่วนกระบือเกษตรกรมีแนวโน้มการเลี้ยงลดลง    เพราะได้มีการใช้เครื่องมือทุ่นแรงเข้ามาช่วย  ทำเลเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรส่วนใหญ่    ได้แก่    ที่สาธารณะต่าง   ๆ   ของหมู่บ้านและตามหัวไร่ปลายนาของตนเอง   และเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมจะมีแปลงหญ้าเป็นของตนเองหลังฤดูการเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะเก็บฟางข้าวไว้ให้สัตว์กิน

ตารางแสดงการปลูกพืช

ชนิดพืช ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. หมายเหตุ
การปลูกข้าวนาปี 

ข้าวไร่

 

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 

ถั่วดำ

 

ขิง

 

พืชผัก

 

ไม้ผล

 

ยางพารา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เก็บเกี่ยว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
เตรียมดิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เตรียมดิน

 

 

 

 

 

 

 

ปลูก

 

 

 

เตรียมดิน

 

 

 

 

 

ปลูก

 

 

 

 

 

ดูแลรักษา

 

 

 

 

ปลูก

ตกกล้าเตรียมดิน

 

กำจัดวัชพืช

 

 

 

 

 

ใส่ปุ๋ย

 

 

 

 

ดูแลรักษา

ปักดำ 

 

ปลูก

 

ใส่ปุ๋ย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เก็บเกี่ยวตามอายุแต่ละชนิดพืช

 

 

ให้ปุ๋ย 

กำจัดวัชพืช

 

 

 

 

 

 

 

 

เก็บขิงอ่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ปุ๋ย

 

 

 

 

ปลูก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
เตรียมดินปลูก

เก็บเกี่ยวเก็บเกี่ยว

 

เก็บเกี่ยว

 

 

 

 

 

 

 

 

เก็บเกี่ยว

 

เก็บขิงแก่

 

 

ดูแลรักษา

 

หมายเหตุ พืชชนิดใดหากปลูกช่วงปลายปีก็จะมีอายุการเก็บเกี่ยวในปีถัดไปเป็นพืชข้ามปีคาบเกี่ยวกัน

ตารางแสดงการเลี้ยงสัตว์/ประมง

ชนิดสัตว์ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. หมายเหตุ
โค

 

 

กระบือ

 

สุกร

 

 

เป็ด – ไก่

 

ปลา

 

 

 

 

การเลี้ยง การปฏิบัติดูแลรักษา เลี้ยงรุ่นละ 6 เดือน
เลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติตลอดทั้งปี
เลี้ยง/ปฏิบัติดูแลตลอดปี/ฉีดวัคซีนป้องกันโรค
เลี้ยง/ปฏิบัติดูแลตลอดปี/ฉีดวัคซีนป้องกันโรค
ปล่อยปลา / ให้อาหารดูแลรักษา  /จับปลา

เทคโนโลยีการผลิตพืช / สัตว์/ประมง

การผลิตข้าวนา

–  พันธุ์ข้าว ปัจจุบันเกษตรกรปลูกพันธุ์ กข.6,กข.10 ที่ทางราชการส่งเสริม และมีพันธุ์ที่นำมาจากแหล่งอื่น ๆ ได้แก่ ข้าวเหนียวสันปาตอง

–  การปลูก ในการผลิตข้าวนาปี เกษตรกรอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ในการผลิต

–  การตกกล้า เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน

– การปักดำ เดือน มิถุนายน – กรกฎาคม

– การเตรียมดิน ใช้เครื่องทุ่นแรง(รถไถเดินตาม) ไถดะ 1 ครั้ง ไถแปร 1 ครั้ง คราด 1 ครั้ง

–  การปักดำ ใช้แรงงานในครัวเรือน การลงแขกเอาแรง และมีการจ้างแรงงานบ้างเพียงเล็กน้อย ระยะปักดำเท่ากับ 25 x 25 ซม.

–  การปฏิบัติดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย ยังใส่ปุ๋ยไม่ถูกต้องตามระยะเวลา และใส่ปุ๋ย ไม่ตรงตามความต้องการของต้นข้าว

–  การเก็บเกี่ยว ช่วงเดือน ตุลาคม – ธันวาคม โดยใช้แรงงานในครัวเรือนและการลงแขกเอาแรง ตามกข้าวประมาณ 3 – 5 แดด

–  การนวด ยังนิยมใช้แรงงานคน นวดโดยใช้ไม้คีบ (กัง) คีบข้าวเป็นมัดแล้วตีหรือฟาดลงบนลานผ้าใบ แล้วใช้พัดโบก (วี) เอาเศษหญ้าและฟางออก เสร็จแล้วตักใส่กระสอบเก็บเข้ายุ้งฉาง

–  ผลผลิตเฉลี่ย 550 กก./ไร่

การผลิตข้าวไร่

–  พันธุ์เกษตรกร นิยมบริโภคข้าวเหนียว ส่วนมากจึงปลูกข้าวเหนียวเป็นหลักข้าวไร่ที่ปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองได้แก่ พันธุ์ซิวเกลี้ยง ซิวทอง และหางปลาไหล

–  การปลูก เตรียมดินปลูกเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม เตรียมดินโดยการถางและเผาป่าเมื่อฝนตกจึงทำการไถตากดิน และใช้จอบย่อยดิน เก็บเศษวัชพืชเมื่อฝนตกอีกครั้งจึงทำการปลูก โดยวิธีสักรุ่ง(ไม้มีปลายแหลม) ทำเป็นหลุม

–  การดูแลรักษา อายุ 15-30 วัน ข้าวงอกแล้ว ก็ใช้จอบเสียมดายหญ้าและใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 15-20 กก./ไร่

–  ผลผลิตเฉลี่ย 350-450 กก./ไร่

การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

– พันธุ์ ปัจจุบันเกษตรกรปลูกข้าวโพดลูกผสมเดี่ยว เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงอัตราเมล็ดพันธุ์ 2 – 3 กก./ไร่ การเตรียมดินไถ 1 ครั้งช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม จะทำการปลูกเมื่อดินมีความชื้นหรือฝนตกลงมาครั้งที่ 2 ประมาณ เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน ระยะปลูกระหว่างคัน 50 ซม. ระหว่างแถวม 75 ซม. หยอด 2-3 เมล็ด/หลุม

–  การดูแลรักษา อายุ 15-30 วัน ทำการกำจัดวัชพืช พร้อมใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15,20-10-0,16-20-0 ในอัตรา 20-25 กก./ไร่ และเกษตรกรบางรายใช้สารเคมีควบคุมวัชพืชหลังปลูก 1-3 วัน

–  การเก็บเกี่ยว โดยใช้แรงงานในครัวเรือน และจ้างแรงงานบ้างเล็กน้อยประมาณเดือน กันยายน- พฤศจิกายน แล้วเก็บเข้ายุ้งฉาง รอการนวดโดยใช้เครื่องนวดโดยมีพ่อค้าท้องถิ่นรวบรวมผลผลิตจำหน่ายผลผลิตประมาณ 650-800 กก./ไร่

 

การผลิตขิง

–  พันธุ์  ขิงหยวก อัตรา 300-400 กก./ไร่

–  การคัดพันธุ์ แง่ง เต่ง ไม่มีโรคแมลง มีตาข้อถี่ เนื้อไม่นิ่ม อายุประมาณ 10-12 เดือน

–  การเตรียมดิน เกษตรกรถางป่าและเผาเก็บเศษวัชพืช แล้วไถ 2-3 ครั้ง เพื่อทำการย่อยดิน      ทำยกร่องปลูก

–  การปลูก ยกร่องยาว ความห่างระหว่างแถว 40-50 ซม. วางท่อนพันธุ์ระยะ 15-20 ซม.       กลบดินและใช้หญ้าค่าปกไว้กันความชื้น

–  การดูแลรักษา อายุ 30 วัน กำจัดวัชพืช พรวนดินใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 50 กก./ไร่อายุ 60 วัน กำจัดวัชพืช ครั้งที่ 2 พร้อมกับใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ประมาณ 50 กก./ไร่

–  การเก็บเกี่ยวเกษตรกรเก็บเกี่ยว 2 ระยะคือ เก็บขิงอ่อนอายุ 4-6 เดือน ขิงแก่อายุ 8-10 เดือนและเก็บไว้ทำพันธุ์อายุ 10 เดือนขึ้นไป ผลผลิตขิงอ่อน 1,500-2,000 กก./ไร่ ขิงแก่ 3,000 – 3,500 กก./ไร่

          การปลูกถั่วดำ

–  พันธุ์พื้นเมือง อัตรา 3 – 5 กก./ไร่

–  การเตรียมดิน ส่วนมากเกษตรกรจะปลูกหลังการเก็บเกี่ยวขิงอ่อน โดยใช้จอบขุดหลุมหยอดเมล็ด  3- 5 เมล็ด / หลุม

–  การกำจัดวัชพืช อายุ 15-20 วัน กำจัดวัชพืชโดยใช้จอบ หรือมีดถาง เมื่อถั่วขึ้นคลุมก็ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ส่วนมากเกษตรกรไม่นิยมใส่ปุ๋ย บางรายใช้ปุ๋ยน้ำพ่นลงไปพร้อมกับสารเคมีช่วงถั่วงอกออก

–  การเก็บเกี่ยว เดือน ธันวาคม – มกราคม โดยใช้เคียวเกี่ยวทั้งเถา ม้วนเป็นมัดในช่วงเช้า ถ้าร้อยเกินไปจะทำให้ฝักถั่วแตกเมล็ดร่วงเสียหายได้ จากนั้นก็นำมากองบนลานผ้าใบใช้ไม้ตีฝักกับเมล็ดออกจากเถา แล้วทำความสะอาดโดยการพัด หรือวีโบกสางเศษฝักออก เก็บใส่กระสอบ เตรียมจำหน่ายให้พ่อค้าท้องถิ่น

การปลูกไม้ผล

ไม้ผลที่ปลูกในตำบลแสงภา ได้แก่ ลำไย ลิ้นจี่ ส้มโอ มะขาม และส้มเขียวหวาน ในปัจจุบันเกษตรกรหันมาปลูกส้มเขียวหวานทดแทนการปลูกมะขามหวาน และลำไย ที่ให้ผลผลิตไม่คุ้มทุนส่วนมากขาดการดูแลรักษา โรคแมลงระบาด รักษายาก

การผลิตส้มเขียวหวาน

–  พันธุ์ที่ปลูก สีทอง บางมด โชกุน

–  การปลูก เกษตรกรปลูกส้มเขียวหวานบริเวณที่ลาดเชิงเขาใกล้แหล่งน้ำโดยการทำขั้นบันไดและต่อระบบน้ำจากภูเขา

–  การปลูกใช้ระย 3×3 ซม. 3×4 ซม.

–  การปฏิบัติดูแลรักษา มีการให้น้ำโดยลากสายยางรด เกษตรกรบางรายติดตั้งระบบน้ำหยดกับต้นส้มทุกวัน มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และสูตร 13-13-21 ช่วงติดผล

–  การกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชโดยวิธีการเกษตรแบบผสมผสาน มีกรผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ

–  ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,200-2,000 กก./ไร่ เพาะปลูกส้มใหม่อายุยังไม่มากส่วนใหญ่ส้มอายุ 2-5 ปี เริ่มให้ผลผลิต

การปลูกยางพารา

  • พันธุ์ RRIM 600
  • การปลูกใช้ระยะปลูก 3 x7 เมตร ขนาดของหลุม 50 x50 x50 เซนติเมตร
  • ใช้หินฟอสเฟต จำนวน 70 กรัม   ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัมคลุกเคล้ากับดินบน ใส่รองก้นหลุม
  • นำต้นยางชำถุงขนาด 1 – 2 ฉัตร ใช้มีดกรีดจากปากถุงจนถึงก้นถุงแต่ไม่ดึงถุงพลาสติกออก เพื่อป้องกันดินแตก
  • นำต้นยางลงหลุ่มที่เตรียมไว้ แล้วดึงถุงออกใช้ดินกลบแล้วเยียบดินให้แน่นคลุมด้วยเศษวัชพืช
  • ใช้ไม้ปักใกล้ๆต้นยางแต่อย่าให้ถูกดินชำถุง แล้วใช้เชือกผูกคล้องเพื่อป้องกันลมโยก

.๓ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ

การถือครองที่ดิน

        เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะพื้นที่ตำบลส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้พื้นที่ทำกินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติไปด้วย

๑.การประกอบอาชีพ

ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรคือ การทำไร่(มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ทำนา และเลี้ยงสัตว์ เป็นหลัก เกษตรกรตำบลเหล่ากอหกมีรายได้ไม่แน่นอนเนื่องระบบการผลิตพืชส่วนใหญ่ต้องอาศัยปัจจัยธรรมชาติเป็นหลัก หากปีใดฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง การปลูกพืชก็จะได้รับความเสียหายและปริมาณผลผลิตตกต่ำ อาชีพเสริมคือการเลี้ยงสัตว์

ครัวเรือนเกษตร     ร้อยละ   ๖๕  ของครัวเรือนทั้งหมด

พื้นที่ทำการเกษตร    เฉลี่ย   ๒๔  ไร่  ต่อครัวเรือน

แรงงานภาคเกษตร   เฉลี่ย  ๔  คนต่อครัวเรือน

รายได้    ผ่านเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ)  ปี  ๒๕๕๔  โดยร้อยละ  ๙๙.๓๐  ของครัวเรือนทั้งหมด   มีคนในครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่  ๒๐,๐๐๐  บาทต่อคนต่อปี

ลักษณะการถือครองที่ดิน    เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง   ประมาณร้อยละ  ๙๕  ของครัวเรือนเกษตร

ผลผลิตเฉลี่ย    ข้าวนาปี   ๕๔๘  กิโลกรัมต่อไร่    มันสำปะหลัง   ๔,๐๗๐  กิโลกรัมต่อไร่  อ้อยโรงงาน   ๑๒,๙๘๕  กิโลกรัมต่อไร่   และงาดำ   ๗๗  กิโลกรัมต่อไร่

ต้นทุนการผลิต   ข้าวนาปี   ๒,๓๕๐   บาทต่อไร่     มันสำปะหลัง   ๒,๖๒๐   บาทต่อไร่    และอ้อยโรงาน   ๖,๖๓๐  บาทต่อไร่

เป้าหมายการทำฟาร์มของเกษตรกร

การทำฟาร์มของเกษตรกร การปลูกข้าว,พืชผัก ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน พออยู่พอกิน หากมีปริมาณมากก็แบ่งขายในชุมชน ในด้านการผลิตเพื่อการจำหน่ายส่วนมากเป็นพืชไร่ เช่น ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ขิง ถั่วชนิดต่างๆ เพื่อเป็นรายได้ในครัวเรือน ด้านการเลี้ยงสัตว์ อดีตเลี้ยงไว้ใช้งาน แต่ปัจจุบันเลี้ยงเพื่อการค้า เช่น โคเนื้อ กระบือ ส่วนเป็ดไก่ เลี้ยงไว้บริโภคในครัวเรือน

เทคนิคการผลิต เทคนิคการผลิตของเกษตรกรมีดังนี้

–   การทำนา จะทำการปลูกข้าวนาปีเพียงปีละ 1 ครั้ง สภาพพื้นที่นาทีจำกัดเนื่องจากพื้นที่เป็น  ภูเขาลาดชันมาก จำเป็นต้องทำนา บริเวณพื้นที่ราบหุบเขา ปลูกข้าวไว้เพื่อการบริโภค ในครัวเรือนเฉลี่ยรายละ 1-2 ไร่ พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกคือ พันธุ์ กข.6 กข.10

–  การปลูกพืชไร่ เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชัน การปลูกพืชไร่ เป็นรายได้หลักเช่น       ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขิง และถั่วต่างๆ ซึ่งปลูกเพื่อการจำหน่ายเป็นรายได้กับครอบครัว เกษตรกรมีข้อจำกัดในการผลิตพืชไร่ เนื่องจากพื้นที่ลาดชัน การจัดการลำบาก และต้องอาศัยน้ำฝนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต

–  การทำสวนไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ผลที่ปลูกเพื่อการค้าได้แก่ มะขาม,ลิ้นจี่,ลำไย ,ส้มโอ,ส้มเขียวหวาน ไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา

–  การปลูกผัก ปลูกไว้เพื่อการบริโภคเป็นหลัก จะทำการปลูกในช่วงฤดูหนาว ประมาณ เดือน พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ มีส่วนน้อยที่ปลูกเพื่อการค้า

–  การเลี้ยงสัตว์ส่วนมากควบคู่ไปกับการปลูกพืช เพื่อเป็นรายได้เสริมเช่นโคเนื้อ กระบือ ปล่อยเลี้ยงตามสวน ไร่นา

–  การเลี้ยงปลาก็เพื่อบริโภคเป็นหลัก ทั้งเลี้ยงในสระ บ่อซีเมนต์ ไม่มีการเพาะเลี้ยงเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ 

สัตว์ใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรและปัจจัยการผลิต

ในอดีตมีการใช้แรงงานจากสัตว์/แต่ปัจจุบันเกษตรกรหันมาใช้เครื่องมือทุ่นแรงแทนแรงงานสัตว์ เช่น รถไถนาเดินตาม ,รถแทรกเตอร์ และมีการดัดแปลงในการชักลาก วัสดุการเกษตร ในไร่นาตามสภาพของพื้นที่

เครื่องมือการเกษตร   เกษตรกรใช้แรงงานเครื่องจักรที่เป็นของตนเองหรือจ้างเครื่องจักรแทนแรงงานคนและแรงงานสัตว์   เนื่องจากประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายและทันต่อฤดูกาล   ได้แก่    รถไถขนาดใหญ่     รถไถเดินตาม   รถบรรทุก    เครื่องสูบน้ำ    เครื่องพ่นยา   รถนวดข้าว  และโรงสีข้าว  เป็นต้น

การรวมกลุ่มเกษตรกร

F กลุ่มวิสาหกิจชุมชน             จำนวน  9  กลุ่ม     130 ราย

F  กลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียน  จำนวน  1  กลุ่ม     27  ราย

F  กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร         จำนวน  5  กลุ่ม   290  ราย

F ส่งเสริมอาชีพ                   จำนวน  1  กลุ่ม     25  ราย

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลนาแห้ว    1   แห่ง

แหล่งสินเชื่อเพื่อการเกษตร

–  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

–  กองทุนหมู่บ้าน 1,000,000 บาท

–  กองทุน กข.คจ.

–  กู้จาก  ธนาคารพาณิชย์   /  กองทุนภายในหมู่บ้าน

–  กู้จากญาติและของตนเอง

การระดมทุน

การระดมทุนหมุนเวียนของแต่ละกลุ่มกิจกรรม   แบ่งออกเป็น  ๒  รูปแบบ   คือ

๑.  เงินทุนในชุมชน     เป็นเงินทุนที่มาจากการระดมทุนจากสมาชิกในชุมชน    เพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ   โดยร่วมทุนในลักษณะการซื้อหุ้น      เมื่อกิจการมีรายได้ขึ้นก็มีการจัดสรรเงินปันผลหรือนำรายได้ไปขยายกิจกรรมหรือจัดสรรไปใช้ในการพัฒนาชุมชน

๒.  เงินทุนจากภายนอก     เป็นเงินทุนที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลและเอกชน   เช่น   เทศบาลตำบล     สำนักงานเกษตรอำเภอ    งบกระตุ้นเศรษฐกิจ    เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพของตนในชุมชน

ข้อมูลการตลาด  (วิถีการตลาด / แหล่งรับซื้อผลผลิต)

–   ข้อมูลการตลาด   เกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสาร     โดยผ่านศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ,  หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน , วิทยุ , โทรทัศน์

–  วิถีการตลาด     แหล่งรับซื้อผลผลิตและการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรในตำบล    มีดังนี้

วิถีการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

 110

111

 

๒.๔    ข้อมูลด้านสังคม

.  จำนวนประชากรและครัวเรือน

ตำบลนาแห้วมีประชากรทั้งสิ้น ๒,๒๗๔   คน แยกเป็นชาย  ๑,๑๗๕  คน  หญิง  ๑,๐๙๙  คน มี จำนวนครัวเรือนทั้งตำบลมีประมาณ ๕๒๐  ครัวเรือน  ขนาดสมาชิกโดยเฉลี่ยครัวเรือนหนึ่งประมาณ   ๕   คน

ตารางที่ ๒.๑  แสดงจำนวนประชากรจำแนกตามหมู่บ้าน 

หมู่ ชื่อหมู่บ้าน จำนวนประชากร (คน) จำนวนครัวเรือน จำนวนครัวเรือนเกษตรกร
ชาย หญิง รวม
1 เหล่ากอหก 328 284 612 183 145
2 นาเชื่อม 141 136 277 70 63
3 นาลึ่ง 220 217 437 123 88
4 นาผักก้าม 237 236 473 151 115
5 นาเจริญ 249 226 475 144 109
  รวม 1175 1099 2274 671 520

ที่มา:  ข้อมูลทะเบียนราษฎรสำนักทะเบียนอำเภอนาแห้ว

ข้อมูล  ณ   เดือน ธันวาคม  พ.ศ. ๒๕๕๓

๒.  พื้นที่ / สภาพการถือครอง

พื้นที่ทั้งหมด ตำบลเหล่ากอหก 80,464  ไร่

– พื้นที่ทำการเกษตร                10,773           ไร่แบ่งเป็น

– พื้นที่นา                            1,100            ไร่

– พื้นที่ไร่                             8,466            ไร่

– พื้นที่สวน                           372              ไร่

– พื้นที่เลี้ยงสัตว์                      100              ไร่

– พื้นที่อยู่อาศัย                      490              ไร่

– พื้นที่ป่าไม้                          58,927                    ไร่

– พื้นที่สาธารณะ                   6                  ไร่

– พื้นที่อื่นๆ                          230              ไร่

๓.  ประวัติความเป็นมา / รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของสมาชิกในชุมชน

ประวัติการตั้งถิ่นฐานตำบลเหล่ากอหกมีมายาวนานหลายปี แต่ตั้งขึ้นเมื่อใดนั้นไม่มีใครทราบแน่ จากการให้ข้อมูลของนายชุม จันทะคุณ ( อดีตกำนัน ) เล่าว่ามีการตั้งถิ่นฐานดั้งเดิมแต่บรรพบุรุษ คาดว่าจะอพยพมาจากลานช้าง แขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้งยังไม่มีการแบ่งแยกดินแดน ไทย – ลาว แต่อดีตนิยมล่าสัตว์จำพวกช้างเพื่อเอางาไปขาย และล่าสัตว์ใหญ่พวก แรด ควายป่า กินอาหารและทิ้งซากไว้ เรียกว่า บ้านนาซาก (บ้านนาเจริญปัจจุบัน) และตั้งบ้านเล็ก ๆ แถบลำน้ำห้วยกวาง มีบ้านเก่าทับหมู บ้านนาว่าน และบ้านนาโทง เมื่อครั้งอดีตนอกจากชาวบ้านจะล่าสัตว์แล้ว สัตว์จำพวกเสือ ก็ดุร้ายทำร้ายบาวบ้านและมาขโมยจับสัตว์เลี้ยงกินเป็นอาหารแล้วทิ้งซากไว้จนเป็นที่หวาดกลัวของชาวบ้านจึงชักชวนกันสร้างบ้านเรือนไกลกัน บริเวณกอหกใหญ่ประกอบด้วย นายคำมูล  จันทะคุณ ,นายโม๊ะ จันทะคุณ,นายบุญมา จันทะคุณ นายบุญไทย จันทะคุณ ,นายอ่อน จันทะคุณ, นายแก้ว จันทะคุณ ,นายพร จันทะคุณ และนายสุข  จันทะคุณ ทั้ง   8 คน ได้ร่วมกันสร้างบ้านเรือนขึ้นและพึ่งพาอาศัยกันบริเวณที่ราบลุ่มขุนน้ำกวาง (เหล่ากอหก) “เหล่า” หมายถึง ป่า ทุ่งหญ้า รกร้าง “กอหก” หมายถึงไผ่หก ซึ่งมีกอเดียวเท่านั้นในบริเวณนี้ ที่มีความแปลกขนาด    กอใหญ่หนอไผ่กินอร่อยเกรียกว่า ไผ่หกมัน ปัจจุบันโค่นล้มตายไปแล้ว และผู้บุกเบิกสร้างบ้านก็เสียชีวิตไปหลายคน ปัจจุบันเหลือ นายบุญไทย จันทะคุณ ที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงเรียกบ้านที่ตั้งขึ้นว่าบ้านเหล่ากอหก และเป็นตำบลเหล่ากอหก จนถึงปัจจุบัน นี้ เมื่อบ้านเรือนเจริญขึ้นก็แบ่งการปกครอง ออกเป็น 5 หมู่บ้าน คือ บ้านเหล่ากอหก,บ้านนาเชื่อม ,บ้านนาลึ่ง,บ้านนาผักก้ามและบ้านนาเจริญ โดยการปกครองในระบบส่วนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

๔.  ขนบธรรมเนียมประเพณี / พิธีกรรม

ประชาชนในตำบลนาแห้ว    มีความเชื่อถือและยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง   ๆ   ตามโบราณอย่างต่อเนื่อง    เช่น   วันสงกรานต์   วันลอยกระทง  แห่บั้งไฟ    วันเข้าพรรษา      วันออกพรรษา    กฐิน   ผ้าป่า    แห่นางแมว      ตลอดจนการโกนผมไฟและทำบุญกลางบ้าน

๕.  ศาสนา / สิ่งยึดเหนี่ยว / ข้อห้ามต่าง  ๆ

ประชาชนส่วนใหญ่   ๙๙%     นับถือศาสนาพุทธ      โดยมีวัดเป็นจุดศูนย์กลางตาม

หมู่บ้านต่าง  ๆ   มีสำนักสงฆ์

๖.  การศึกษา

ประชาชนในตำบลเหล่ากอหก   ๙๐%    ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับชั้นประถมปีที่  ๔   โดยมีโรงเรียนในเขตพื้นที่ ๔ โรงเรียน   ดังนี้

  • โรงเรียนบ้านเหล่ากอหก
  • โรงเรียนบ้านนาเชื่อม
  • โรงเรียนบ้านนาผักก้าม
  • โรงเรียนบ้านนาเจริญ
  • ศูนย์ กศน. จำนวน    ๑    แห่ง

๗.  ผู้นำ / กลุ่มตามธรรมชาติ

–  ผู้นำที่เป็นทางการ     ได้แก่    ผู้ใหญ่บ้าน    กำนัน    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน    สมาชิก  อบต.    แพทย์   ประจำตำบล

–  ผู้นำไม่เป็นทางการ    ได้แก่    อสม.   กรรมการหมู่บ้าน   ประธานกลุ่มอาชีพ   พระสงฆ์

๘.  องค์กรในชุมชน

องค์กรในชุมชนของตำบลนาแห้ว     จะอยู่ในรูปกลุ่มต่าง ๆ   ตามที่ทางราชการเข้ามาสนับสนุน    ในพื้นที่ได้แก่     กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน     กลุ่มเยาวชน     กลุ่มส่งเสริมอาชีพ    กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร    กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต   กลุ่มอาสาป้องกันฝ่ายพลเรือน  อสม. 

๙.  กองทุน

กองทุนต่าง  ๆ   ในตำบลเหล่ากอหก    ที่ให้ประชาชนในชุมชนใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ     ดังนี้

–  กองทุนหมู่บ้าน

–  กองทุนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน

–  กองทุนกลุ่มส่งเสริมอาชีพ

–  กองทุนโครงการศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน

–  กองทุนศูนย์สงเคราะห์ราษฎรประจำหมู่บ้าน

–  กองทุนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

๑๐.  ภูมิปัญญา

๑.  การกำจัดหอยเชอรี่     โดยการใช้แกลบหว่านตามแปลงนาข้าวที่มีหอยเชอรี่   ระบาดจะช่วยชะลอการทำลายข้าวลงได้

๒.  ยากันยุง    ใช้เปลือกส้ม   นำมาตากแดดให้แห้งจึงนำมาจุดไฟแทนยากันยุง

๓.  ยาแก้ท้องอืดในโค – กระบือ     ใช้น้ำมันพืชกรอกปากให้สัตว์กิน   หรือใช้ไพลมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำมันพืชกรอกให้สัตว์กิน

๔.  การป้องกันไรในไก่    ใช้ใบกระเพาแห้งโรยบริเวรคอกไก่หรือรังไข่หรือใช้ใบตะไคร้ตากแห้งแล้วเอามารองรับที่รังไข่ป้องกันไรได้

๕.  ป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก     ใช้บรเพ็ด    หรือชะอม    ทุบแช่น้ำให้เป็ด   ไก่กิน    นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมตลอดจนการทอเสื่อ      เพื่อใช้ในครอบครัวและจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย

บทที่  ๓

สถานการณ์ชุมชน

๓.๑  ปัญหาของชุมชน

        ปัญหา เกษตรกรที่สำรวจทุกรายประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ ปัญหาที่สำคัญประการแรก ได้แก่ ราคาผลผลิตตกต่ำซึ่งมีสัดส่วนเท่ากันกับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ คือคิดเป็นร้อยละ 92.31 ของจำนวนเกษตรกรที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพทั้งหมด รองลงมาเป็นปัญหาเกษตรกรขาดแคลนเงินทุนมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 84.62 เท่ากันกับปัญหาต้นทุนการผลิตสูง นอกจากนี้ยังประสบปัญหาอื่นๆ อาทิ ดินไม่อุดมสมบูรณ์ ขาดแคลนน้ำ/แหล่งน้ำ ปัจจัยการผลิตราคาสูง และปริมาณผลผลิตต่ำ เป็นต้น ด้านการครองชีพนั้นเกษตรกรที่สำรวจร้อยละ 84.62 ประสบปัญหานี้ ปัญหาในการครองชีพ ที่สำคัญประการแรกคือ มีหนี้สิน/หนี้สินเพิ่ม คิดเป็นร้อยละ 81.82 ของจำนวนเกษตรกรที่ประสบปัญหาในการครองชีพทั้งหมด รองลงมาเป็นปัญหาเกษตรกรว่างงานหลังฤดู
การเก็บเกี่ยว ไม่มีอาชีพเสริม และรายได้น้อยกว่ารายจ่าย เป็นต้น (รายละเอียดตามตาราง)

          ความต้องการ   เกษตรกรที่สำรวจทุกรายต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ ในด้านการประกอบอาชีพนั้น เกษตรกรทุกรายต้องการให้รัฐประกันราคาผลผลิต/พยุงราคาผลผลิต รองลงมาต้องการให้รัฐให้เอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินและให้รัฐจัดหาตลาดจำหน่ายผลผลิต คิดเป็นร้อยละ 92.31 และ 84.62 ของจำนวนเกษตรกรที่สำรวจพบว่าต้องการให้รัฐช่วยเหลือทั้งหมด ตามลำดับ และเกษตรกรที่สำรวจยังมีความต้องการความช่วยเหลือจากรัฐด้านการประกอบอาชีพอย่างอื่นๆ ที่เหลือ อาทิ ให้รัฐจัดหาปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม ให้รัฐจัดหา/สร้างแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และให้รัฐขุดลอกห้วย หนอง บึง สระ เป็นต้น ความช่วยเหลือจากรัฐด้านการครองชีพนั้น เกษตรกรต้องการให้รัฐจัดให้มีการอบรม/หาอาชีพเสริมเป็นสัดส่วนเท่ากันกับให้รัฐปลด/ลดหนี้ให้เกษตรกร คือคิดเป็น
ร้อยละ 61.54 ของจำนวนเกษตรกรที่สำรวจพบว่าต้องการให้รัฐช่วยเหลือทั้งหมด รองลงมาเป็นความต้องการให้รัฐลดค่าครองชีพ (ค่าไฟฟ้า ประปา น้ำมัน) จัดหาแหล่งเงินทุนและจัดหา/สร้างแหล่งน้ำกินน้ำใช้ เป็นต้น (รายละเอียดตามตาราง) 

ตารางปัญหาและความต้องการของเกษตรกร  ตำบลเหล่ากอหก  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

รายการ  ร้อยละ
ปัญหาในการประกอบอาชีพการเกษตร
  มี        100.00
ถ้ามี…ปัญหาด้านการประกอบอาชีพได้แก่
ราคาผลผลิตตกต่ำ          92.31
ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์          92.31
ขาดแคลนเงินทุน          84.62
ต้นทุนการผลิตสูง          84.62
ดินไม่อุดมสมบูรณ์          76.92
ขาดแคลนน้ำ/แหล่งน้ำ          76.92
ปัจจัยการผลิตราคาสูง          69.23
ปริมาณผลผลิตต่ำ          61.54
ผู้รับซื้อ/พ่อค้าเอาเปรียบ          53.85
ขาดแคลนพันธุ์คุณภาพดี          53.85
ขาดคลองส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร          53.85
วัชพืชมาก          38.46
การขนส่งผลผลิตไม่สะดวก          38.46
ศัตรูพืชรบกวน          30.77
ที่ดินไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ          30.77
ไม่มีตลาดรับซื้อในหมู่บ้าน/แหล่งรับซื้อผลผลิตอยู่ไกล          30.77
พืชที่ปลูกได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ          30.77
ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง          23.08
ขาดแคลนแรงงาน          15.38
ไม่มีผู้แนะนำ/ไม่มีความรู้          15.38

ตารางที่ 5-2 (ต่อ)

รายการ  ร้อยละ
ปัญหาด้านการครองชีพและด้านอื่นๆ
 ไม่มี          15.38
 มี          84.62
ถ้ามีปัญหาด้านการครองชีพฯ ได้แก่
มีหนี้สิน/หนี้สินเพิ่ม          81.82
ว่างงานหลังฤดูการเก็บเกี่ยว          72.73
ไม่มีอาชีพเสริม          63.64
รายได้น้อยกว่ารายจ่าย          54.55
ค่าครองชีพสูง          54.55
แล้งจัด          45.45
ประปาหมู่บ้านไม่เพียงพอ/ไม่ทั่วถึง          36.36
ไม่มีงานทำ          27.27
ขาดแคลนน้ำดื่ม/น้ำใช้          27.27
น้ำท่วม          18.18
การคมนาคมไม่สะดวก          18.18
ความต้องการให้ทางราชการเข้ามาส่งเสริมหรือช่วยเหลือ
 ต้องการ        100.00
ถ้าควรเข้ามาช่วยเหลือ/ส่งเสริมได้แก่
 ด้านการประกอบอาชีพ
ประกันราคาผลผลิต/พยุงราคาผลผลิต        100.00
ให้เอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน          92.31
จัดหาตลาดจำหน่ายผลผลิต          84.62
จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา ในราคายุติธรรม          84.62
จัดหา/สร้างแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร          84.62
ขุดลอก ห้วย หนอง บึง สระ          61.54
จัดอบรมให้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง          46.15

ตารางที่ 5-2 (ต่อ)

รายการ  ร้อยละ
ส่งเสริมและแนะนำเกี่ยวกับการปรับปรุงบำรุงดิน          46.15
ส่งเสริมและแนะนำเกี่ยวกับการอนุรักษ์ดินและน้ำ          38.46
จัดสรรที่ดินทำกิน          38.46
ด้านการครองชีพ
จัดให้มีการอบรม/จัดหาอาชีพเสริม          61.54
ปลด/ลดหนี้ให้เกษตรกร          61.54
ให้ลดค่าครองชีพ เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าน้ำมัน          46.15
จัดหาแหล่งเงินทุน          38.46
จัดหา/สร้างแหล่งน้ำกินน้ำใช้          38.46
ปรับปรุง/ซ่อม/สร้างถนน          30.77
ที่มา : จากการสำรวจ , 2551

๓.๒  ศักยภาพของพื้นที่

การวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ใช้วิธีการประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคของพื้นที่โดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษาสภาพในพื้นที่ของตำบลซึ่งได้จากข้อมูลปฐมภูมิจากการสำรวจและข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารแผนพัฒนาการเกษตร แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตำบลและเอกสาร
ที่เกี่ยวข้องได้แก่ นโยบายของรัฐในระดับต่างๆ ผลการประเมินศักยภาพของพื้นที่มีรายละเอียดดังนี้

        ด้านสังคม

            จุดแข็ง

„ ประชากรส่วนใหญ่จบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี

„ ชาวตำบลเหล่ากอหกยึดถือการปฏิบัติที่สืบเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ การงดประกอบอาชีพในทุกวันพระ (15 ค่ำ) โดยชาวบ้านจะพากันไปร่วมทำบุญที่วัดและร่วมกันพัฒนาตามสถานที่ต่างๆ หลังจากนั้นก็จะพบปะ พูดคุยและกินข้าวร่วมกันทำให้ชาวบ้าน
มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความสมัครสมานสามัคคี ในการทำกิจกรรมร่วมกัน

„ เป็นแหล่งกำเนิดลูกเสือชาวบ้านแหล่งแรกของประเทศไทย โดยมีการฝึกอบรมครั้งแรก
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ที่บ้านเหล่ากอหก ตำบลแสงภา (ขณะนั้น) ซึ่งเป็นตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลยในปัจจุบัน

„ ในปีพ.ศ. 2545 บ้านเหล่ากอหกได้รับป้ายหมู่บ้านปลอดยาเสพติดเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแสดงถึงการไม่มีผู้ค้าผู้เสพ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

„ เกษตรกรมีความมั่นคงด้านอาหารเนื่องจากบริโภคข้าวที่สามารถผลิตได้เองเป็นหลัก และมีผัก/ผลไม้ปลอดสารพิษบริโภค

„ มีการรวมกลุ่มอาชีพและกลุ่มเกษตกรต่างๆ ที่เข้มเข็งและมีชื่อเสียง เช่น กลุ่มปลูกพืชผัก-ผลไม้ปลอดสารพิษนาลึ่ง-นาเชื่อม กลุ่มแม่บ้านนาผักก้ามและกลุ่มแม่บ้านนาเจริญ เป็นต้น และบางกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่มและจำแนกได้ 3 ประเภท

„ สำหรับสินค้า OTOP ประจำตำบลเหล่ากอหกซึ่งทำรายได้และชื่อเสียงให้ตำบลได้แก่
ไม้กวาดดอกหญ้าของกลุ่มแม่บ้านนาผักก้าม กลุ่มแม่บ้านนาเจริญและและกลุ่มแม่บ้าน
นาเชื่อมพัฒนา

จุดอ่อน

„ ตำบลเหล่ากอหกมีแต่โรงเรียนระดับประถมศึกษา ไม่มีโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นทำให้เยาวชนบางส่วนไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อ

„ สมุนไพรกระชายดำของกลุ่มสตรีแปรรูปสมุนไพรกระชายดำ หมู่ที่ 1 นั้นยังผลิตไม่ได้มาตรฐานของสินค้า OTOP

„ ขาดการอนุรักษ์ฟื้นฟูด้านการศาสนาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

„ ยาเสพติดระบาดในพื้นที่

       โอกาส

„ รัฐมีนโยบายเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน และส่งเสริม/สนับสนุนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

„ รัฐและองค์กรท้องถิ่นให้การส่งเสริมและพัฒนาการบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพได้มาตรฐานและให้ประชาชนได้รับโอกาสเท่าเทียมกันและได้รับสวัสดิการ
ทางสังคมที่เท่าเทียมกัน

„ รัฐและองค์กรท้องถิ่นส่งเสริมการจัดการศึกษาและและให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

„ องค์การบริหารส่วนตำบลให้การส่งเสริมการศึกษา ประสานงานและขอความร่วมมือให้มีการจัดตั้งโรงเรียนขยายโอกาสในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

„ ท้องถิ่นให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษารวมทั้งอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ เช่น สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มสืบสานตำนานลูกเสือชาวบ้าน

„ องค์การบริหารส่วนตำบลร่วมป้องกันยาเสพติดโดยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน ส่งเสริมให้เยาวชนออกกำลังกายเพื่อลดปัญหายาเสพติด

  อุปสรรค

„ ปัญหาภัยยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญของท้องถิ่นและประเทศชาติ เพราะทำให้สังคมและคุณภาพชีวิตเสื่อมลง

„ อิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมตะวันตกที่ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น

„ พื้นที่ตำบลห่างไกลจากจังหวัดและเป็นเขตติดต่อระหว่างจังหวัดเลยและจังหวัดพิษณุโลก ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติด 

ด้านทรัพยากรธรรมชาติ

       จุดแข็ง

„ คำบลเหล่ากอหกมีพื้นที่ติดเขตอุทยานแห่งชาติทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ล้อมรอบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติหลายชนิด มีลำธารน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านได้อาศัยพึ่งพิงธรรมชาติในการประกอบอาชีพ มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติสูงและเป็นแหล่งอาหาร
ที่สำคัญของชาวบ้าน

„ ผลวิเคราะห์ข้อมูลของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินปรากฎว่าตำบลเหล่ากอหกมีพื้นที่ซึ่งควรเป็นเขตป่าไม้ร้อยละ 99.04 ของเนื้อที่ตำบล โดยเป็นซึ่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมด

„ มีบริเวณพื้นที่คงสภาพเป็นป่าสมบูรณ์จำนวน 35,663 ไร่ หรือร้อยละ 54.90 ของเนื้อที่ตำบลซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าไม้ตามกฎหมายหรือเขตคุ้มครองสภาพป่าที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมด

„ มีลำน้ำกวางไหลผ่านทุกหมู่บ้าน โดยมีพื้นที่รับน้ำกว่า 1,000 ไร่ มีน้ำตลอดปี และมีแหล่งน้ำที่สำคัญอื่นได้แก่ ห้วยทับหมู ห้วยสีดาและห้วยปูน เป็นต้น

„ สภาพดินบริเวณใกล้ลำห้วยกวางและลำห้วยสีดาซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่ใช้ทำการเกษตรส่วนใหญ่เป็นดินร่วนซุยเหมาะสำหรับทำการเพาะปลูก

„ สภาพภูมิอากาศดี มีสภาพอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว แต่บางปีอุณหภูมิอาจถึงติดลบเพราะตำบลตั้งอยู่ในหุบเขา ฤดูร้อนอากาศเย็นสบายไม่ร้อนมาก ช่วงฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำฝนมากตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เหมาะแก่การเพาะปลูกพืช

จุดอ่อน

„ จากการสำรวจของส่วนสำรวจจำแนกดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินพบว่าตำบลเหล่ากอหกมีสภาพดินที่เป็นปัญหาต่อการเกษตรคือเป็นพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนร้อยละ 84.83 ของเนื้อที่ตำบล

„ พื้นที่ตำบลส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นลูกคลื่นประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่ตำบล ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ลาดเชิงเขาและที่ราบ ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรมีจำนวนจำกัด

„ พื้นที่ตำบลส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมีพื้นที่ติดต่อเขตอุทยานแห่งชาติ
นาแห้ว ทำให้กษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน

„ ผลการสำรวจของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินที่ 1 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินพบว่ามีบริเวณพื้นที่ป่าไม้น้อยกว่าพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมาย คือประมาณร้อยละ 59 ของ
เนื้อที่ตำบล ในสัดส่วนดังกล่าวส่วนใหญ่มีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ประมาณร้อยละ 55 ของเนื้อที่ตำบล ที่เหลือมีสภาพเป็นป่าผลัดใบรอการฟื้นฟูเนื่องจากมีสภาพเสื่อมโทรม

„ เกษตรกรมีการใช้พื้นที่ปลูกพืชไร่หมุนเวียนประมณ 810 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 1 ของเนื้อที่ตำบล

„ สภาพดินที่เกษตรกรทำการเกษตรบางส่วนมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีการไหลบ่าของน้ำอย่างรวดเร็วและแรง เพราะเกษตรกรยังขาดความรู้ในเรื่องบำรุงรักษาดินที่ดี

„ น้ำจากลำน้ำกวางสามารถทำการเกษตรได้เฉพาะพื้นที่นาเท่านั้น

„ ขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร จากการสำรวจของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินที่ 1 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินพบว่ามีพื้นที่น้ำเพียงร้อยละ 0.08 ของเนื้อที่ตำบลหรือเพียง 54 ไร่ซึ่งเป็นบ่อน้ำในไร่นา

       โอกาส

„ กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมให้ความช่วยเหลือในเรื่องการฝึกอบรมประชาชนและบุคลากรในการรักษาสิ่งแวดล้อม

„ ท้องถิ่นให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมขององค์กรต่างๆในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

„ องค์กรบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพเช่นงเสริมและปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนรักป่า ฝึกอบรมอาสาสมัครรักษาป่า

  อุปสรรค

„ ความเสียหายจากภัยธรรมชาติเกิดขึ้นประจำเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง เช่น
น้ำไหลบ่า หน้าดินไหลเลื่อนทับถมที่ราบต่ำ และไฟป่า

„ ประชากรไม่มีที่ดินทำกินหรือมีไม่พอเพียงต่อการครองชีพ ทำให้มีการบุกรุกป่าไม้ธรรมชาติ จากการวิเคราะห์ของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน ปรากฎว่าพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายควรเป็นเขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขเพราะมีสภาพเสื่อมโทรมจำนวน 28,667 ไร่ หรือร้อยละ 44.14 ของเนื้อที่ตำบลโดยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมด

„ การทำลายธรรมชาติเป็นปัญหาที่ขาดการแก้ไขอาจทำให้สภาพแวดล้อมที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงไปได้  

ด้านเศรษฐกิจ

       จุดแข็ง

„ ประชากรมีอาชีพหลักคือการทำการเกษตรมาช้านาน ทำให้มีความชำนาญ ความรู้และประสบการณ์ในการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงโค-กระบือ

„ มีผลผลิตทางการเกษตรหลากหลายทั้งพืชไร่ พืชผักและไม้ผล

„ เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้มากกว่า 1 ชนิดในรอบปีการผลิต

„ ผลการวิเคราะห์ชั้นความเหมาะสมของที่ดินในเขตน้ำฝนโดยส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 พบว่ามีเนื้อที่ความเหมาะสมสูงสำหรับการปลูกข้าวนาปีนาดำจำนวน 1,194 ไร่ เหมาะสมปานกลางสำหรับการปลูกพืชไร่ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และขิง 4,992 ไร่

จุดอ่อน

„ ผลการวิเคราะห์ของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 1 พบว่าตำบลเหล่ากอหกไม่มีพื้นที่
ซึ่งเหมาะสมแก่การทำการเกษตรเพราะมีสภาพเป็นที่สูงและภูเขาเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้ง
พื้นที่ตำบลเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ เป็นเหตุให้เกษตรกรต้องบุกรุกพื้นที่ป่า
ในเขตอนุรักษ์เพื่อจับจองเป็นที่ดินทำกิน

„ ผลการวิเคราะห์ชั้นความเหมาะสมของที่ดินสำหรับการปลูกพืชในเขตน้ำฝนโดยส่วนวางแผน การใช้ที่ดินที่ 3 พบว่า พื้นที่ของตำบลเหล่ากอหกมีความเหมาะสมเล็กน้อยสำหรับการปลูกพืชไร่ได้แก่ ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และขิงจำนวน 2,258 ไร่

„ พื้นที่ทำการเกษตรเป็นที่สูงทำให้เกษตรกรต้องลงทุนสูงในการเตรียมดิน การดูแลรักษาและ ปรับปรุงบำรุงดินเมื่อนำมาเพาะปลูกพืชให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าการลงทุนและต้องมีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการใช้พื้นที่ไม่เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อม

„ ขาดเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เนื่องจากพื้นที่ตำบลเกือบทั้งหมดหรือร้อยละ 99.04 ของเนื้อที่ตำบลอยู่ในเขตป่าสงวน ทำให้เกษตรกรเกิดปัญหาความไม่มั่นคงในการประกอบอาชีพและปัญหาความยากจน เนื่องจากไม่มีหลักประกันการเข้าถึงแหล่งทุนต่างๆ

„ ไม่พบว่ามีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์ที่ตำบลนี้ แม้จะมีเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์อยู่หลายราย เช่น โคเนื้อมีจำนวนผู้เลี้ยง 168 ราย ไก่ มีจำนวนผู้เลี้ยง 263 ราย ทั้งไม่มีพื้นที่มีศักยภาพที่จะเลี้ยงสัตว์เนื่องจากไม่มีพื้นที่เหมาะสมที่จะใช้เป็นทุ่งหญ้า

„ โคมีอัตราการเจริญเติบโตต่ำและมีต้นทุนการผลิตสูง เพราะขาดแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์
เมล็ดพันธุ์หญ้าพันธุ์ดี ขาดอาหารสัตว์ที่มีคุณถาพดี ขาดกองทุนยาสัตว์และขาดความรู้เรื่องการใช้เวชภัณฑ์และสุขาภิบาลสัตว์

„ เกษตรกรขาดความรู้เรื่องการปลูกยางพาราเนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไม่เคยปลูกในพื้นที่

„ เกษตรกรขาดควรมรู้เรื่องการป้องกันโรคขิงและการจัดการแปลงขิง

„ ต้นทุนการผลิตสูง สาเหตุจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เสื่อมคุณภาพทำให้ต้องลงทุน
ในการปรับปรุงบำรุงดิน บางรายใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณเพิ่มขึ้น

„ ตามเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ. 1) พบว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 59.10 ของประชากรทั้งหมดในตำบลเหล่ากอหก มีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 23,000 บาทต่อปีต่อคน

„ เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการผลิต

„ วิธีการทำเกษตรกรรมไม่เหมาะสม เช่น เผาป่าและการใช้พื้นที่ทำกินของเกษตรกรยังไม่เหมาะสมกับศักยภาพทำให้มีการทำลายหน้าดิน ผลจากการชะล้างหน้าดินทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติตื้นเขิน น้ำไม่เพียงพอแก่การทำการเกษตรในฤดูแล้ง

โอกาส

„ ตลาดของผลิตทางการเกษตรของตำบลได้แก่  ขิง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีตลาดรองรับการผลิต

„ มีศักยภาพในการผลิตสัตว์ เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสม เกษตรกรมีความชำนาญในการเลี้ยงสัตว์ประกอบกับมีโครงการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมปศุสัตว์ องค์การบริหารส่วนตำบลและเกษตรตำบล เป็นต้น

„ นโยบายของรัฐบาลให้ไทยเป็นครัวของโลก ทำให้เกิดกระแสนิยมเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดสารพิษ

„ องค์การบริหารส่วนตำบลมีโครงการก่อสร้างอาคารตลาดชุมชนเพื่อจำหน่ายสินค้า

„ องค์การบริหารส่วนตำบลให้การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มการประกอบอาชีพของกลุ่มอาชีพต่างๆ ตามแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น สนับสนุนกลุ่มอาชีพแปรรูปสินค้าทางการเกษตร สนับสนุนการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และประมง ส่งเสริมการปลูกยางพารา

„ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนพัฒนาการเกษตรของตำบล ในปีพ.ศ. 2551-2553 ซึ่งร่วมมือกับองค์กรในตำบลเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรรวม
4 แผนงานด้วยกัน ได้แก่ แผนงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ได้แก่ การปลูกยางพารา โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อดิน โครงการส่งเสริมการเพาะเห็ด แผนงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โครงการจัดทำแปลงเรียนรู้โรคขิง โครงการฝึกอบรมการเปิดกรีดยางพารา โครงการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมักและและการผลิตน้ำหมักชีวภาพ แผนการลงทุน ได้แก่ โครงการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์คุณภาพดี โครงการส่งเสริมการแปรรูปและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โครงการส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน แผนงานพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งวัดหนึ่งพฤกษาศาสตร์ โครงการอบรมการปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชัน

       อุปสรรค

„ จากการที่รัฐมีนโยบายจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรโดยให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินนำพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาจำแนกเป็นเขตปฏิรูปที่ดินบางส่วนเพื่อมอบให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินโดยเร่งด่วน แต่เนื่องจากเขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขที่มีเนื้อที่ประมาณ 28,680 ไร่นั้นอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ดังนั้นแม้จะมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมแต่
ไม่สามารถนำมาปฏิรูปได้เพราะมีกฎหมายห้ามดำเนินการใดๆ กับพื้นที่นี้ โดยให้เก็บรักษาไว้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ดังเดิม

„ โรคแมลง ศัตรูพืช เกษตรกรไม่มีระบบการป้องกันที่ดี

„ การผลิตของเกษตรกรในตำบลเหล่ากอหกมีต้นทุนค่อนข้างสูงเนื่องจากราคาน้ำมันแพงและราคาปัจจัยการผลิตผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลกประกอบกับพื้นที่ทำการเกษตรเป็นพื้นที่สูงการนำปัจจัยไปใช้จึงยากลำบากและดำเนินการในพื้นที่ได้ยากกว่าในพื้นที่ราบ

„ สภาพการผลิตทางการเกษตรขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศทำให้มีความไม่แน่นอน
ในปริมาณผลผลิตที่จะได้รับ

„ พื้นที่ทำการเกษตรเป็นพื้นที่สูงทำให้มีข้อจำกัดในการเลือกชนิดพืชที่ปลูก และเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรสูงกว่าพื้นที่ราบ

„ พ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบด้านราคาผลผลิต ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยทำให้เกษตรกรได้รับราคาผลผลิตต่ำ

„ ไม่มีตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรเพียงพอและไม่มีการประกันราคาพืชผล
ทางการเกษตรล่วงหน้า

„ ราคาผลผลิตการเกษตรโดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงานขึ้นอยู่กับตลาดโลกและตลาดภูมิภาค การแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจึงทำได้ลำบาก

„ มีการกีดกันทางการค้า เช่น สุขอนามัย สิทธิมนุษยชน

„ ขาดการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมจากภายนอก

        ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

            จุดแข็ง

„ มีสาธารณูปโภค คือไฟฟ้า ประปาและโทรศัพท์สาธารณะครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

„ ทิศใต้ของตำบลติดต่อกับอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ทำให้มีโอกาสในการพัฒนา
จากความเจริญของทั้งสองจัหวัด

       จุดอ่อน

„ มีเส้นทางคมนาคมคดเคี้ยวขึ้นเขาสูงชันอาจเกิดอันตรายต่อผู้สัญจรไป-มาได้ง่าย

„ แม้มีไฟฟ้าใช้ทุกหมู่บ้าน แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือน เพราะบางบ้านปลูกสร้างใหม่
การขยายเขตไฟฟ้าจึงยังไปไม่ทั่วถึง

„ ยังไม่มีการจัดการระบบชลประทานเพื่อการเกษตรจึงต้องอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลักในการทำการเกษตร

„ มีรถโดยสารสายด่านซ้าย-แสงภาแต่จากตำบลแสงภาถึงตำบลเหล่ากอหกไม่มีรถโดยสารประจำทางวิ่ง ต้องอาศัยรถสัญจรทั่วไป

„ การติดต่อสื่อสารค่อนข้างลำบาก เนื่องจากพื้นที่ตำบลอยู่ไกลและเป็นที่สูงทำให้สัญญาณไม่ดี

„ ตำบลเหล่ากอหกยังขาดโครงข่ายถนนเชื่อมการคมนาคมระหว่างตำบลต่อตำบลและหมู่บ้านต่างๆ ภายในตำบลเข้าด้วยกันอย่างทั่วถึง ทำให้การคมนาคมระหว่างชุมชนไม่คล่องตัวและสภาพผิวการจราจรยังเป็นอุปสรรคต่อการสัญจร อีกทั้งถนนยังมีเขตทางที่แคบ ซึ่ง
เป็นปัญหาต่อการขยายถนนในอนาคต

       โอกาส

„ ตามแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดมีแนวทางการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่

„ นโยบายรัฐเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน  สินเชื่อเพื่อการเกษตร โครงการหนึ่งตำบล
หนึ่งผลิตภัณฑ์ นโยบายการค้าระหว่างประเทศและการปฏิรูประบบราชการมีส่วนในการช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในตำบล

„ องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับการสาธารณูปการและไฟฟ้าอย่างเพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

       อุปสรรค

„ มีงบประมาณก่อสร้าง/ปรับปรุง ซ่อมแซมด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ทำให้การพัฒนาด้านอื่นได้รับผลกระทบ

„ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีแต่โรงสีข้าวขนาดเล็กจำนวน
9 โรง จึงไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้ของตำบลและเป็นแหล่งจ้างงานภาคอุตสาหกรรมให้แก่ประชากรในตำบลได้

บทที่  ๔

การสังเคราะห์ข้อมูล 

๑.   ประวัติการประกอบอาชีพของชุมชน

การประกอบอาชีพ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรคือ การทำไร่
ทำนา เป็นหลัก เกษตรกรตำบลเหล่ากอหกมีรายได้ไม่แน่นอนเนื่องระบบการผลิตพืชส่วนใหญ่ต้องอาศัยปัจจัยธรรมชาติเป็นหลัก หากปีใดฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง การปลูกพืชก็จะได้รับความเสียหายและปริมาณผลผลิตตกต่ำ อาชีพเสริมคือการเลี้ยงสัตว์    ซึ่งต้องอาศัยพึ่งธรรมชาติเป็นปัจจัยหลักมีสภาวะแวดล้อมไม่ปกติ    การจะเพิ่มหรือเร่งผลผลิตให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นหรือให้ได้ตามเกณฑ์ที่ผู้รับซื้อกำหนดและเพื่อให้ทันต่อช่วงที่มีการเปิดตลาดรับซื้อก็จำเป็นต้องเพิ่มวัตถุดิบ    หรือต้นทุนเพื่อเร่งการเจริญเติบโต    จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดเงินทุน    เพื่อใช้ในการลงทุนปลูกพืชในแต่ละปีเกษตรกรจะประสบปัญหาราคารับซื้อไม่แน่นอนต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงและเสี่ยงต่อความไม่คุ้มทุน     ตลอดจนการรวมกลุ่มอาชีพในเขตพื้นที่ยังขาดการบริหารจัดการที่ดี    ผลผลิตที่กลุ่มทำออกขายสู่ท้องตลาดไม่มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางหรือขาดการส่งเสริมด้านการตลาดในอาชีพแต่ละด้านจึงเกิดความไม่มั่นคงถาวรของกลุ่ม    เกษตรกรส่วนใหญ่ได้กู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้มาลงทุนโดยผิตวัตถุประสงค์   จึงเกิดปัญหามีหนี้สินค้างคาตลอดทุกปี  ปัจจุบันได้มีการพัฒนาอาชีพทางด้านการเกษตรขึ้น โดยการทำการเกษตรแบบผสมผสานซึ่งเป็นการจัดการแรงงานในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังลดปัญหาการเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ

๒.   ลักษณะการผลิต เทคนิค การผลิต  ระบบ

ตามลักษณะการผลิตที่ผ่านมา    เพื่อเปรียบเทียบกับการผลิตในปัจจุบันการผลิตได้เปลี่ยนแปลงขึ้นเป็นลำดับ   พอสรุปได้ดังนี้

๑.  มีการผลิตพืชและสัตว์หลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกันและเกื้อกูล    ซึ่งกันและกันตามแบบเกษตรผสมผสาน

๒.  มีการใช้พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์    พันธุ์ดี    ที่ทางการส่งเสริมและตลาดมีความต้องการสูงและให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงแทนการใช้พันธุ์พื้นเมือง

๓.  มีการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตมากขึ้น

๔.  มีการผลิตพืชและสัตว์ในลักษณะครบวงจรมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน

๕.  มีการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มราคาหรือ    เพื่อเก็บไว้ใช้ในช่วงขาดแคลนหรือผลผลิตไม่มีออกสู่ตลาด

๓.  ปัจจัย / เงื่อนไขในการผลิต / ผลตอบแทนที่ได้

ปัจจัยการผลิต   ประกอบด้วยทรัพยากรที่ดิน     ทุน   แรงงาน    และการจัดการ  (ภูมิปัญญาท้องถิ่น)   ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา    เกษตรกรตำบลโนนรัง     มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เต็มที่และผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มค่าการลงทุน   ซึ่งมีเงื่อนไขจำกัดเกี่ยวกับการผลิต   ดังนี้

๑.  ขาดที่ดินทำกินจำเป็นต้องเช่าผู้อื่น     ทำให้เกษตรกรไม่มีความคำนึงถึงเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน    ทำให้ดินเสื่อมโทรม

๒.  เกษตรกรขาดพันธุ์พืช   พันธุ์สัตว์   พันธุ์ดี    และไม่การปรับปรุงบำรุงพันธุ์    มีการใช้พันธุ์เดิมติดต่อกันหลายปี   เช่น   ไม่มีการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว   ทำให้ผลผลิตที่ได้ต่อไร่ต่ำ    คุณภาพข้าวไม่เป็นที่ต้องการของตลาด    ทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน

๓.  มีการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกกมากขึ้น   เช่น   การใช้ปุ๋ยเคมี    การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช     มีการจ้างแรงงานดานการเกษตรจากภายนอกและการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาทดแทนแรงงานจากสัตว์    ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง

๔.  ทุนในการดำเนินการผลิต    มีอยู่อย่างจำกัด    ต้องกู้เงินจาก   ธกส.  สหกรณ์   เป็นส่วนใหญ่และเกษตรกรบางรายต้องกู้เงินจากภาคเอกชนในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร   ทำให้เกษตรกรมีหนี้สินมาก

๕.  ขาดการรวมกลุ่มผู้ผลิตทำให้ขาดอำนาจในการต่อรองทางด้านราคา

๔.  กลยุทธทางเลือก

จากการวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ทำให้สามารถนำมาสร้างเป็นกลยุทธ์เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดแผนพัฒนาของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยสังเขป ดังนี้

ด้านสังคม

„ ให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการและการรวมกลุ่มของชุมชนให้เข้มแข็ง

„ ให้การสนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเองและปลูกจิตสำนึกให้รักชุมชนและท้องถิ่น

„ ให้การบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงทั้งหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน

„ รณรงค์ให้มีการสืบทอดและใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น

„ มีการสร้างงานในช่วงเวลานอกฤดูกาลเกษตรเพื่อลดการทำงานและการอพยพของแรงงานออกนอกพื้นที่

„ ให้ความรู้แก่ชุมชนโดยเฉพาะเยาวชนให้ปลอดภัยจากยาเสพติด  

ด้านทรัพยากรธรรมชาติ

„ ผลการวิเคราะห์ของส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดินพบว่ากรมพัฒนาที่ดินควรเข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ตำบลซึ่งมีปัญหาการใช้พื้นที่มีความลาดชันสูงเพื่อการเกษตรกรรมเนื่องจากพื้นที่ราบมีไม่เพียงพอ โดยแนะนำวิธีการอนุรักษ์ ปรับปรุงดินและจัดทำระบบป้องกันการชะล้างพังทลายของดินทั้งทางกลและทางพืช

„ เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ที่มีสภาพสมบูรณ์ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสมดุลของระบบนิเวศน์และทัศนียภาพ

„ จากการสำรวจของส่วนวิเคราะห์สภาพการใช้ที่ดินที่ 1 พบว่าตำบลเหล่ากอหกมีการใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร 22,058 ไร่ หรือร้อยละ 33.96 ของเนื้อที่ตำบล แต่ส่วนวางแผนการใช้ที่ดินที่ 3 วิเคราะห์ได้ว่าตำบลนี้ไม่มีเนื้อที่ซึ่งควรใช้เป็นเขตเกษตร นอกจากเขตชุมชนที่เกษตรกรตั้งบ้านเรือนและเขตแหล่งน้ำแล้ว ควรใช้เป็นเขตป่าไม้เกือบทั้งหมด 64,340 ไร่ หรือร้อยละ 99.04 ของเนื้อที่ตำบล ซึ่งแสดงว่าประชาชนได้บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ตามกฏหมายไม่ต่ำกว่า 22,000 ไร่ เพื่อใช้ทำการเกษตร แต่รัฐไม่สามารถจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าอนุรักษ์ที่จัดอยู่ในเขตฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขเพราะมีสภาพเสื่อมโทรมนั้นไม่สามารถนำมาปฏิรูปได้เพราะมีกฎหมายห้ามดำเนินการใดๆ กับพื้นที่นี้ แต่ให้เก็บรักษาไว้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ดังเดิมดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบควรเข้าไปดำเนินการแก้ไข

„ ควรมีการปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพและปุ๋ยคอกเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และเก็บกักน้ำในดินได้มากขึ้น

„ ควรส่งเสริมให้มีมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น การไม่เผาตอซัง การปลูกหญ้าแฝกและทำแนวคันดินเพื่อชะลอและเก็บกักน้ำ

„ เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสมดุลของระบบนิเวศน์และทัศนียภาพ

„ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้และจัดระเบียบจากการ
ใช้ประโยชน์จากป่า

„ มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการประมงน้ำจืดให้มีการผลิตอย่างยั่งยืน

„ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้สอดคล้องเหมาะสมกับทรัพยากรดินและน้ำ

   ด้านเศรษฐกิจ

„ เกษตรกรในตำบลส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เป็นฟาร์มขนาดเล็ก ไม่อาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางได้ รัฐควรส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าเพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองราคา

„ ส่งเสริมให้มีการปลูกพืชในฤดูแล้ง เช่นพืชผัก ถั่วเหลืองและถั่วต่างๆ เพราะมีศักยภาพ
ที่จะปลูกได้ เนื่องจากมีพื้นที่เกษตรอยู่ในเขตชลประทานบางส่วน

„ ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น เนื่องจากเกษตรกรให้ความสนใจเพาะปลูกยางพาราในพื้นที่
ป่าเสื่อมโทรม นอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงแล้วยังทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น

„ ควรมีมาตรการประกันราคาสินค้าเกษตรทุกชนิดเพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร

„ กรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน/ส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำสกัดชีวภาพไว้ใช้เอง

„ ให้การสนับสนุน/ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

„ ให้ความรู้และส่งเสริมให้ชุมชนเข้าใจและดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

„ ให้ความรู้แก่เกษตรกรเข้าใจเรื่องกลไกของตลาดและการทำบัญชีฟาร์ม

„ เนื่องจากตำบลมีศักยภาพในการผลิตสัตว์ เช่น โค กระบือแต่พื้นที่ทุ่งหญ้ามีจำกัด
กรมพัฒนาที่ดินควรร่วมกับกรมปศุสัตว์สนับสุนเมล็ดพันธุ์หญ้าและถั่วอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกร 

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

„ ส่งเสริมและพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่ง (Logistic) เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว

„ เพิ่มคุณภาพและมาตรฐานของเส้นทางคมนาคมระหว่างหมู่บ้าน เพื่อความสะดวกในการเดินทางและขนส่งผลผลิตออกสู่ตลาด โดยสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม่ไผ่ที่มีการซื้อวัสดุในท้องถิ่นและจ้างแรงงานในพื้นที่ให้มีรายได้

„ เพิ่มพื้นที่และประสิทธิภาพของระบบชลประทานให้มากขึ้นและมีการบำรุงรักษาระบบชลประทานรวมถึงแหล่งน้ำขนาดเล็กให้สามารถใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

„ เพิ่มจำนวนและพื้นที่แหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นาให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเวลา
ฝนทิ้งช่วง

„ มีการให้ความรู้แก่ชุมชนในการช่วยกันบำรุงและรักษาสาธารณะสมบัติให้ใช้งานได้อย่าง
มีประสิทธิภาพและยาวนาน

„ มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เช่น ปรับเปลี่ยนระบบปลูกพืช ชนิดพืชหรือปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสม และมีระบบ/มาตรการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่

บทที่  ๕

แนวทางการพัฒนาชุมชน

ปัญหาและแนวทางการพัฒนาตำบล 

ปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข โครงการ
1. เกษตรกรไม่มีวิธีการจัดการและการป้องกันโรคเน่าขิง  – เกิดจากโรคเน่าของของ- ผลผลิตต่ำ

– ขิงเน่าต้องรีบเก็บทำให้ราคาต่ำ

 – จัดทำแปลงเรียนรู้การป้องกันโรคเน่าของขิง  – โครงการจัดทำแปลงเรียนรู้โรคขิง
2.สินค้าแปรรูปเกษตรมีมูลค่าต่ำไม่เป็นที่สนใจของผู้ซื้อ -ขาดการพัฒนารูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์-ขาดการพัฒนาคุณภาพสินค้า

 

 

 -ฝึกอบรมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์-ฝึกอบรมการพัฒนาคุณภาพสินค้า  -โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลิตทางการเกษตรและบรรจุภัณฑ์
3.พืชไร่ราคาตกต่ำต้นทุนสูง   -ดินขาดความอุดมสมบูรณ์- มีศัตรูและโรคพืชเข้าทำลาย

– ขาดความรู้การจัดการที่ถูกต้อง

 -ปรับปรุงบำรุงดินปลูกพืชตระกูลถั่วไถกลบ-ปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่  -โครงการส่งเสริมการปลูกชา
4.การพังทะลายของดิน  – เกษตรกรไม่มีความรู้ในการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชัน- เกษตรกรไม่ตะหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่มีการจัดการในการปลูกพืช

 

  – จัดอบรมให้ความรู้และสาธิตการทำแนวขั้นบันไดโดยใช้เอเฟร์มและลูกน้ำเขาควาย - โครงการฝึกอบรมการปลูกพืชบนพื้นที่ลาดชัน
5. เกษตรกรไม่มีทักษะและประสบการณ์ในการเปิดกรีดยางพารา  – เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่สำหรับเกษตรกร   – จัดอบรม / สาธิต / ฝึกปฏิบัติให้ความรู้ในการเปิดกรีดยางพารา  - โครงการฝึกอบรมการเปิดกรีดยางพารา
6. เกษตรกรไม่มีทักษะและประสบการณ์ในการทำยางแผ่นคุณภาพดี  – เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่สำหรับเกษตรกร  – จัดอบรม / สาธิต / ฝึกปฏิบัติให้ความรู้ในการทำยางแผ่นคุณภาพดี - โครงการทำยางแผ่นคุณภาพดี

ปัญหาและแนวทางการพัฒนาตำบล 

ปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข โครงการ
7. ต้นทุนการผลิตสูง- เกษตรกรไม่มีการเปลี่ยนเเปลงการปลูกพืช  – ปัจจัยการผลิตมีราคาแพง- ดินแข็งและเสื่อมคุณภาพ

– เกษตรกรยังยึดติดการทำการเกษตรแบบเดิม ๆ

 – อบรมให้ความรู้เรื่องการผลิตปุ๋ยอินทรีย์- สนับสนุนปัจจัยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์

– จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์

 – โครงการส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์-โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงปี 2552

 

8. มีสารพิษตกค้างในผลผลิต- สุขภาพเกษตรกรเสื่อมโทรม  – มีการใช้สารเคมีในการปลูกพืชผัก- เกษตรกรไม่คำนึงถึงสุขภาพของตัวเอง  – เปลี่ยนทัศนคติการปลูกพืชใหม่- อบรมให้ความรู้ / ปฏิบัติ /การปลูกพืชผักปลอดจากสารพิษ  – โครงการส่งเสริมการผลิตพืชปลอดสารพิษ-โครงการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช

 

9. -ข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตรไม่เป็นปัจจุบัน   -ขาดความร่วมมือจากเกษตรกรที่ให้ข้อมูล-เกษตรกรกลัวการจัดเก็บภาษี

 

 –จัดอบรม/ถ่ายทอดความรู้ให้อาสาเกษตร-สนับสนุนงบประมาณในการออกจัดเก็บข้อมูล

 

-โครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตร- โครงการจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดฯ

 

 

แผนงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร

โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดำเนินการ งบประมาณ
1. โครงการฝึกอบรมการเปิดกรีดยางพารา  – เพื่อสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร- ลดปัญหาการอพยพแรงงาน

– เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

– เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในชุมชน

เกษตรกร 40 ราย
(ม. 1-5 ต.เหล่ากอหก )
 – คัดเลือกเกษตรกร- เขียนรายละเอียดโครงการ

– จัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอบรม

– ดำเนินการจัดฝึกอบรม

50,500 บาท 

 

 

2. โครงการศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมการทำยางแผ่นคุณภาพดี - เพื่อสร้างศูนย์เรียนรู้การอบรมทำยางแผ่น
– สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน- เพื่อการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน
เกษตรกร 50 ราย
( ม. 1-5 ต.เหล่ากอหก )
 – คัดเลือกเกษตรกร- จัดทำแผนการฝึกอบรม

– จัดหาอุปกรณ์ในการฝึกอบรม

– จัดการถ่ายทอดฯ

72,100  บาท 

 

 

3.โครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานทางการเกษตร  -จัดอบรม/ถ่ายทอดความรู้ให้อาสาเกษตร-สนับสนุนงบประมาณในการออกจัดเก็บข้อมูล

 

 

ครัวเรือนเกษตรกร  หมู่ที่ 1-5  ตำบลเหล่ากอหก  จำนวน 520  ครัวเรือน -ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับเกษตรกรทุกหมู่บ้านและรับสมัครอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูล-ออกสัมภาษณ์ข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน

 

20,040บาท 

 

4.โครงการส่งเสริมการปลูกชา  - เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพที่ยั่งยืน-เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร ม.1-3   ตำบลเหล่ากอหกอ.นาแห้ว จ.เลย

 

-อบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกชา-สนับสนุนปัจจัยการผลิต

 

17,500  บาท 

 

 

แผนงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดำเนินการ งบประมาณ
1.โครงการจัดทำแปลงเรียนรู้กำจัดโรคขิง -เพื่อให้เกษตรกรมาเรียนรู้แล้ว  นำไปปฏิบัติ-เพื่อเพิ่มผลผลิตขิง

– เพื่อลดการย้ายที่ปลูกขิง

 – คณะกรรมการศูนย์ 16 คน- เกษตรกรทั่วไป 50 ราย -คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ- วางแผนการปฏิบัติงาน

– จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์

– ปฏิบัติตามแผน

– สรุปผลการดำเนินงาน

13,900 บาท 

 

 

 

 

2.โครงการส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์  – เพื่อให้เกษตรกรเกิดทัศนคติในการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี- เพื่อผลิตปุ๋ยใช้เองลดต้นทุนการผลิต เกษตรกร 50 รายหมู่บ้านละ 10 คน  – จัดตั้งศูนย์เรียนรู้- รับสมัครเกษตรอาสา

– ดำเนินการฝึกอบรม

– จ่ายวัสดุการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้เกษตรกร

 

 

11,900 บาท 

 

3. โครงการส่งเสริมการปลุกผักปลอดสารพิษ   – เพื่อกลุ่มส่งเสริมการปลูกผักปลอดสารพิษ- เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

– เพื่อมีพืชผักปลอดสารพิษไว้บริโภค

เกษตรกร 20 ราย
( ม. 3 ต.เหล่ากอหก ) 
 – ประชุมชี้แจงโครงการ- เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุน

– จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์

– ดำเนินการถ่ายทอดฯ

– สรุปประเมินผล

23,570 บาท 

 

 

 

แผนงานลงทุน

โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดำเนินการ งบประมาณ
1. โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงปี 2556   – เพื่อให้พืชผักปลอดภัยจากสารพิษ-เพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมีกับผู้ผลิต

-ผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค

 ม. 4 ต.เหล่ากอหก
อ.นาแห้ว จ.เลย 
 – จัดประชุมชี้แจงโครงการ- วางแผนการปฏิบัติงาน

– จัดทำตามแผน

 

40,000 บาท 

 

 

 

 

2. โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลิตทางการเกษตรและบรรจุภัณฑ์ 

 

-เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน-เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย

 

 

ม. 1 ต.เหล่ากอหก อ.นาแห้วจ.เลย -ประชุมชี้แจงโครงการ-ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ 30,900 บาท 

 

3.โครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก   – เพื่อเป็นศูนย์ประสานการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร-เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลและบริการข่าวสารด้านการเกษตร ม.4   ตำบลเหล่ากอหก

อ.นาแห้ว จ.เลย

-จัดซื้อวัสดุและปรับปรุงข้อมูลศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

 

3,800  บาท

 

แผนงานพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ 

โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดำเนินการ งบประมาณ
1.โครงการฝึกอบรมการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชัน   – เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรในการทำการเกษตรกรในพื้นที่
ลาดชัน
เกษตรกรจำนวน 50 ราย ( ม 1-5 ต.เหล่ากอหก )
หมู่บ้านละ 10 ราย
 – จัดทำแผนอบรม- ติดต่อประสานงานกับวิทยากร

– ดำเนินการอบรม

– ติดตามและสรุปผลการดำเนินงาน

9,300 บาท

 

บทที่ ๖

แผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล

โครงการ/กิจกรรม

  1. ชื่อโครงการ : การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร
  2. หลักการและเหตุผล : ปัจจุบันข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อนำไปใช้ในการบริการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ ผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ ซึ่งระบบการจัดเก็บจะใช้กระบวนการที่มีส่วนร่วมของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลและชุมชนเป็นผู้จัดเก็บ และจัดทำข้อมูลระดับหมู่บ้าน/ตำบล ตลอดจนจัดทำทะเบียนเกษตรกรทุกครัวเรือนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และมีความทันสมัย  ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และข้อมูลทะเบียนเกษตรในการปฏิบัติงานมากขึ้น  การจัดเก็บและการจัดทำข้อมูลจะต้องเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรและชุมชนเป็นช่องทาง ข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์และเป็นที่ยอมรับของชุมชน
  3. วัตถุประสงค์ :
  4. เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาด
  5.          เพื่อให้ทราบภาวการณ์ผลิตพืช  สัตว์  ประมง  และอื่นๆ
  6. เพื่อเป็นข้อมูลใช้ในการตรวจสอบการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ
  7. เป้าหมาย : ครัวเรือนเกษตรกร หมู่ที่ 1-5  ตำบลเหล่ากอหก  จำนวน 520  ครัวเรือน
  8. วิธีดำเนินการ
  9. ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับเกษตรกรทุกหมู่บ้าน ถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน
  10. รับสมัครอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน โดยพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล  ,อาสาสมัครเกษตร  ,เกษตรหมู่บ้าน

  1. ชี้แจงทำความเข้าใจอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน ในเรื่องแบบสอบถาม วิธีการสัมภาษณ์ข้อมูลรายครัวเรือน
  2. ออกสัมภาษณ์ข้อมูลเกษตรกรรายครัวเรือน โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำอำเภอ  (เกษตรตำบล) เป็นที่ปรึกษา
  3. วิเคราะห์ข้อมูล จัดหมวดหมู่ นำเผยแพร่และใช้ประโยชน์สถานที่ดำเนินการ
  4. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  5. สถานที่ดำเนินการ : ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก ม.4 ตำบลเหล่ากอหก         อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  6. งบประมาณ : งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตรปี 2556 จำนวน20,040บาท (สองหมื่นสี่สิบบาทถ้วน)

รายละเอียดแนบท้าย

– จัดอบรบคณะกรรมการศูนย์และอาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร 40 คน

– ค่าจัดเก็บข้อมูล  520  ครัวเรือน

– ค่าจัดทำเอกสาร อุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตร

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

9.1 ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลคาดว่าจะได้รับ :
  2. ทราบภาวการณ์ผลิตพืช การเลี้ยงสัตว์การประมงในหมู่บ้าน ตำบล
  3. มีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์และทันสมัย
  4. มีข้อมูลที่บูรณาการยอมรับกันได้ทุกฝ่าย
  5. สามารถใช้วางแผนการพัฒนาตำบลหรือให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและทันเวลา 

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานการเกษตรปี 56

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก

งบประมาณ จำนวน   รายละเอียดดังนี้ 20,040บาท (สองหมื่นสี่สิบบาทถ้วน)

  1. การฝึกอบรม จำนวน 1 รุ่น จำนวน 40 คน 1 วัน
    • ค่าอาหารกลางวัน 40 คนๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน 2,000 บาท
    • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 40 คนๆ ละ 20 บาท เป็นเงิน 800 บาท
    • ค่าเตรียมสถานที่และเครื่องเสียงใช้ฝึกอบรม 1 รุ่น เป็นเงิน 1,000 บาท
    • ค่าพาหนะผู้เข้าร่วมอบรมเหมาจ่าย 40 คน เป็นเงิน 4,000 บาท
  2. ค่าจัดทำเอกสาร อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
    • แบบฟอร์มการจัดเก็บ 520 ชุดๆ ละ 10 บาท                    เป็นเงิน 5,200 บาท
    • กระเป๋าพลาสติกเพื่อใส่เอกสาร 40 ใบๆ ละ 40 บาท เป็นเงิน 1,600 บาท
    • ปากกา 40 ด้ามๆ ละ 6  บาท                                     เป็นเงิน  240  บาท
  3. ค่าจัดเก็บข้อมูล 520  ครัวเรือนๆ ละ 10 บาท                เป็นเงิน  5,200  บาท

รวมเป็นเงิน  20,040บาท (สองหมื่นสี่สิบบาทถ้วน) 

ชื่อโครงการ      จัดทำแปลงเรียนรู้การกำจัดโรคขิง

หลักการและเหตุผล

ด้วยปัจจุบันเกษตรกรตำบลเหล่ากอหกต้องพบกับปัญหาโรคขิงเน่าทำให้ผลผลิตของเกษตรกรลดลงและไม่สามารถเก็บของไว้ทำพันธุ์ได้เอง ทำให้ต้องไปซื้อพันธุ์จากแหล่งอื่นทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต ทั้ง ๆที่ปัจจุบันราคาขิงค่อนข้างต่ำ ซึ่งในการนี้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก โดยคณะกรรมการศูนย์ตำบลเหล่ากอหกได้ประชุมกันและได้มองเห็นความสำคัญเกี่ยวกับปัญหาโรคขิงเน่า จึงมีมติให้จัดทำโครงการทำแปลงเรียนรู้การกำจัดโรคขิงขึ้น 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้เกษตรกรได้มาเรียนรู้แล้วนำไปปฏิบัติในแปลงของตัวเองได้
  2. เพื่อเพิ่มผลผลิตขิง
  3. เพื่อลดการย้ายที่ปลูกขิงของเกษตรกรในตำบล

พื้นที่ดำเนินการ

หมู่ที่  4     ต.เหล่กอหก    อ.นาแห้ว   จ.เลย 

เป้าหมาย            1.   คณะกรรมการ  16 คน

  1. เกษตรกรทั่วไป 50 ราย

ผู้รับผิดชอบโครงการ

คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก 

ระยะเวลาดำเนินโครงการ

ตุลาคม 2556– กันยายน  2558 

วิธีดำเนินกา

– คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ

– วางแผนการปฏิบัติงาน

– จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์

– ปฏิบัติตามแผน

– สรุปผลการดำเนินงาน 

งบประมาณ

  1. จัดซื้อปูนขาว จำนวน 100 กก. ๆ ละ 40 บาท เป็นเงิน 4,000   บาท
  2. ค่าปุ๋ยคอก จำนวน 37 ถุง ๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน 1,850 บาท
  3. ค่าพันธุ์ขิง จำนวน 1000 ก.ก. ๆ ละ 2 บาท เป็นเงิน 3,000   บาท
  4. ค่าน้ำยาชุบท่อนพันธุ์ จำนวน 1 แกลลอน ๆ ละ500 บาท เป็นเงิน   500   บาท
  5. ค่าเชื้อราไตรโคเดอมา จำนวน 3 ขวด ๆ ละ 300 บาท เป็นเงิน   900    บาท
  6. ค่าสารชีวภัณฑ์ BT จำนวน 1 กระปุกๆ ละ  600 บาท                     เป็นเงิน    600  บาท
  7. ค่าไถ จำนวน 1 ไร่ ๆ ละ 800 บาท เป็นเงิน     800           บาท
  8. ค่าแรงงาน 5 คน ๆ ละคน 150 บาท/วัน รวม 3 วัน เป็นเงิน 2,250            บาท

                                                             รวมเป็นเงิน      13,900         บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันกำจัดโรคขิง
  2. ผลผลิตเพิ่มขึ้น
  3. เกษตรกรไม่บุกรุกทำลายป่าสงวนแห่งชาติเพื่อหาพื้นที่ปลูกขิง 
  1. ชื่อโครงการ ส่งเสริมการปลูกชา
  2. หลักการและเหตุผล เนื่องจากชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอยู่ในภาคเหนือของไทยและจังหวัดเลยมีพื้นที่เหมาะสมที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ ดังนั้น  จึงควรที่จะส่งเสริมการปลูกชาแก่เกษตรกร เพื่อเป็นเป็นอาชีพยั่งยืนมั่นคงให้แก่ครอบครัว
  3. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพที่ยั่งยืน
  4. เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร
  5. เป้าหมาย เกษตรกร ม.1-5 ตำบลเหล่ากอหก   อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  6. วิธีดำเนินการ 1. อบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกชา
  7. สนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธุ์ชาและปุ๋ยรองก้นหลุม
  8. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  9. สถานที่ดำเนินการ ม.1-3 ตำบลเหล่ากอหก  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  10. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 โครงการส่งเสริมการปลูกชา  จำนวน 17,500 บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน)     รายละเอียดดังนี้

– ค่าพันธุ์ชา    1,000 ต้น / ไร่  ต้นละ  15 บาท             เป็นเงิน 15,000 บาท

– ค่าปุ๋ยรองก้นหลุม  จำนวน 500 กิโลกรัมๆ ละ  5 บาท     เป็นเงิน  2,500 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  17,500  บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน)

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
  3. เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน 

ชื่อโครงการ                ส่งเสริมการปลูกยางพารา

หลักการและเหตุผล     เนื่องจากยางพาราเป็นพืชที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพเอยกระดับรายได้  ในอำเภอนาแห้ว  มีศักยภาพในการปลูกยางพารา  จึงควรส่งเสริมให้มีการปลูกยางพาราในเขตท้องที่ตำบลเหล่ากอหก  ให้เป็นแหล่งปลูกยางพาราแหล่งใหม่ นอกจากจะเป็นการเริ่มต้นอาชีพใหม่แล้ว  ยางพาราที่ปลูกเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า

ทดแทนป่าที่ถูกทำลาย  ช่วยลดการเกิดอุทกภัย  และยังทำให้สภาพแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์   -เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน

  • เพื่อยกระดับรายได้แก่เกษตรกร
  • เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่ถูกทำลาย
  • เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

เป้าหมาย      ม.1-5  ต.เหล่ากอหก  จำนวน  10  คนๆละ  7  ไร่

ผู้รับผิดชอบโครงการ   กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา  ต.เหล่ากอหก  จำนวน  10  คน

ระยะเวลาดำเนินการ   1 ต.ค.2556 -30 ก.ย.2558

วิธีดำเนินการ            -อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกยางพารา

– สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ ได้แก่  พันธุ์ยางพารา,ปุ๋ยเคมี

งบประมาณ

  1. พันธุ์ยางพารา จำนวน 6,300 ต้นๆละ  20  บาท                         เป็นเงิน  126,000  บาท
  2. ปุ๋ยเคมีหินฟอสเฟต (0-3-0) จำนวน 1,000  กก.ๆละ  5  บาท          เป็นเงิน  5,000  บาท
  3. ค่าจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกยางพารา เกษตรกร 10  ราย  ดังนี้

–  ค่าจัดทำเอกสารปลูกยางพารา  จำนวน  10  เล่มๆละ  30  บาท     เป็นเงิน  300  บาท

– ค่าอาหารเหมาจ่ายเกษตรกร จำนวน  10  คนๆละ  100  บาท        เป็นเงิน  1,000  บาท

รวมงบประมาณทั้งสิ้น  132,300  บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • เกษตรกรมีอาชีพยั่งยืน
  • เพิ่มรายได้ในครัวเรือน
  • เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ สร้างความสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม 

ชื่อโครงการ    ส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อดิน

หลักการและเหตุผล     ปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย  แต่ตำบลเหล่ากอหก ยังขาดการสนับสนุนการเลี้ยงปลาในบ่อดินจากการจัดทำเวทีชุมชน  จึงมีมติให้ส่งเสริมการเลี้ยงปลากินพืชในบ่อดิน  เพื่อไว้บริโภคในครัวเรือน  จะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะเป็นการเพิ่มอาหารโปรตีนในชุมชนและเป็นการลดค่าใช้จ่ายและเป็นการสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร

วัตถุประสงค์

  • เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารโปรตีนในชุมชน
  • เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้เกษตรกร
  • เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในการเลี้ยงปลากินพืช

เป้าหมาย      ม.1-5  ต.เหล่ากอหก  จำนวน  10  บ่อ

ผู้รับผิดชอบโครงการ   เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ

ระยะเวลาดำเนินการ   1 ต.ค.2556 -30 ก.ย.2558

วิธีดำเนินการ            -ศึกษาดูงานแหล่งเพาะพันธุ์ปลา

                          - จัดซื้อพันธุ์ปลากินพืช

-จัดซื้ออาหารปลากินพืช

งบประมาณ             -จัดซื้อพันธุ์ปลากินพืช จำนวน  20  ถุงๆละ  150  บาท  เป็นเงิน  3,000  บาท

  • อาหารปลากินพืช      จำนวน  20  ถุงๆละ  500  บาท              เป็นเงิน  10,000  บาท
  • ศึกษาดูงานเกษตรกร 10  คน
  • ค่าอาหารและเครื่องดื่มเกษตรกร จำนวน 10 คนๆละ 100บาท เป็นเงิน 1,000 บาท
  • ค่าจ้างเหมารถ     เป็นเงิน  4,000 บาท
  • ค่าวิทยากร     เป็นเงิน  500  บาท

รวมงบประมาณทั้งสิ้น  18,500  บาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • มีแหล่งอาหารโปรตีนในชุมชนเพิ่มขึ้น
  • เกษตรกรมีรายได้เสริม
  • เกษตรกรมีความรู้ในเรื่องการเลี้ยงปลากินพืช 
  1. ชื่อโครงการ โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2556
  2. หลักการและเหตุผล เกษตรกรในตำบลแสงภามีการประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นอาชีพหลักและพืชผักก็เป็นอาชีพเสริมในฤดูแล้งหลังการทำนาซึ่งสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง แต่ในการผลิตของเกษตรกรนั้นยังขาดความรู้ในการใช้สารเคมี  ในการปลูกพืชผัก  จึงทำให้พืชผักมีสารพิษตกค้างซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค
  3. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้พืชผักปลอดภัยจากสารพิษ
  4. เพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมีกับผู้ผลิต
  5. ผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  6. เกษตรกรมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีและสารสกัดชีวภาพ
  7. ลดต้นทุนการผลิต
  8. เป้าหมายโครงการ

4.1 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้เรื่องการผลิตพืชแบบอินทรีย์และสามารถนำไปปฏิบัติใน

ครัวเรือนได้

4.2 จัดฝึกอบรมเกษตรกร 2 กลุ่มๆ ละ 2 ครั้งๆ ละ 20  คน  จำนวน  2 วัน

  1. วิธีดำเนินการ 1. คัดเลือกเกษตรกรผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการ
  2. อบรมให้ความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหรือน้ำสกัดชีวภาพ
  3. อบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้สารเคมี ที่ถูกต้อง
  4. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  5. สถานที่ดำเนินการ ม.4 ตำบลเหล่ากอหก  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  6. งบประมาณ : งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 โครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)
  7. ผู้รับผิดชอบโครงการ

9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เป็นการลดต้นทุนการผลิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
  3. ผลผลิตปลอดสารพิษ
  4. เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม
  5. เกษตรกรมีความรู้การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลเหล่ากอหก  งบประมาณ  40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)

ดังรายละเอียดดังนี้

  1. การฝึกอบรม จำนวน 2 กลุ่ม ๆ ละ 2 ครั้ง ๆ ละ 20 คน / 2 วัน
    • ค่าอาหารกลางวัน 40 คนๆ ละ 50 บาท จำนวน 2 มื้อ เป็นเงิน 4,000 บาท
    • ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 40 คนๆ ละ 20 บาท 4 มื้อ เป็นเงิน 3,200 บาท
  2. ค่าจัดทำเอกสาร คำแนะนำ จำนวน 40  ชุด ๆ ละ 20 บาท  เป็นเงิน 800 บาท
  3. ค่าสารชีวภัณฑ์สนับสนุนแก่ผู้เข้าอบรม 40 คน ๆ ละ 2 กระป๋อง
    • สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เมทไรเซียมอะนิโซเพล จำนวน 40 กระป๋อง ๆ ละ 400 บาท

เป็นเงิน 16,000 บาท

  • สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช บาซิลลัส ซันทีลีส จำนวน 40 กระป๋อง ๆ ละ 400 บาท

เป็นเงิน 16,000  บาท

รวมเป็นเงิน  40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน) 

ชื่อโครงการ        อบรมการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชัน

หลักการและเหตุผล

ด้วยลักษณะภูมิประเทศของตำบลเหล่ากอหกเป็นพื้นที่ลาดชันและภูเขาสูงประมาณ 80% และพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ลาดชัน ซึ่งเกษตรกรยังขาดความรู้ความเข้าใจในการทำการเกษตรในพื้นที่ลาดชัน จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินและทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ผลผลิตลดลงทุกปี  ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหกจึงได้จัดทำโครงการอบรมการปลูกพืชในพื้นที่ลาดชันแก่เกษตรในตำบลเหล่ากอหกเพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรในการทำการเกษตรในพื้นที่ลาดชัน
  2. เพื่อฝึกปฏิบัติให้เกษตรกรใช้เครื่องมือวัดระดับน้ำอย่างง่าย (เขาควาย) ในพื้นที่เพาะปลูกจริง

เป้าหมาย

เกษตรกรจำนวน   50   คน

สถานที่ดำเนินการ

ห้องประชุม อบต. เหล่ากอหก

ระยะเวลาดำเนินการ               ต.ค.2556 –  ก.ย.  2558

วิธีดำเนินการ

  1. จัดทำแผนอบรมงานโครงการ
  2. ติดต่อประสานงานกับวิทยากรและสถานที่
  3. ดำเนินการอบรม
  4. ติดตามและสรุปผลการดำเนินงาน

งบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

  1. ค่าอาหารเหมาจ่ายเกษตรกร จำนวน 50 คน ๆละ 50 บาท เป็นเงิน   2,500 บาท
  2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม เกษตรกรจำนวน 50 คน ๆละ 20 บาท เป็นเงิน 1,000   บาท
  3. ค่าวิทยากร จำนวน 2 คน ๆ 2 ชั่วโมง ๆ ละ 3 00 บาท           เป็นเงิน  1,200 บาท
  4. ค่าอุปกรณ์ในการฝึกปฏิบัติในภาคสนาม เป็นเงิน    500  บาท
  5. ค่าเครื่องเขียนแบบพิมพ์เกษตรกรจำนวน 50 คน ๆละ 20 บาท เป็นเงิน 1,000   บาท
  6. ค่าฟิล์มถ่ายรูปพร้อมอัดล้าง เป็นเงิน     500           บาท
  7. ค่าจัดสถานที่           เป็นเงิน     300          บาท
  8. ค่าจัดทำป้ายผ้า                                                    เป็นเงิน     500  บาท
  9. ค่าพาหนะผู้เข้าอบรม จำนวน 50 คน                               เป็นเงิน   1,800  บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น    9,300   บาท    ( เก้าพันสามร้อยบาทถ้วน)

ผู้รับผิดชอบโครงการ      ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลเหล่ากอหก

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการทำการเกษตรบนพื้นที่ลาดชันเพิ่มขึ้น
  2. ลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน
  3. ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์
  1. ชื่อโครงการ โครงการจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

ประจำตำบลเหล่ากอหก

  1. หลักการและเหตุผล

ตามประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 119 ตอนพิเศษ 23ง วันที่ 13 มีนาคม 2545 ได้ประกาศแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งในส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรได้ถ่ายโอนภารกิจด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต และด้านวางแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ดำเนินการโดยใช้ศูนย์บริการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เป็นศูนย์กลาง  ดำเนินงานด้านการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิต ในชุมชนซึ่งมีคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล  ร่วมกับเลขานุการศูนย์ฯ  ทำหน้าที่บริหารจัดการ โดยดำเนินการในลักษณะบูรณาการระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในการพัฒนาอาชีพในตำบล โดยยึดถือมติประชาวิจารณ์ของชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงาน

  1. วัตถุประสงค์
  2. เพื่อจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ในการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนาตำบล และการเสนอของบประมาณสนับสนุนแผน
  3. เพื่อจัดประชุมคณะกรรมการบริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ในการพิจารณาดำเนินงาน ตามที่หน่วยงานต้นสังกัด สั่งการให้ศูนย์ฯดำเนินการ
  4. เพื่อให้คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล พิจาณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ต่าง ๆ
  5. เพื่อให้คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ดำเนินการสำรวจข้อมูลพื้นฐานในตำบลเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับผลการจัดทำเวทีชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล
  6. เป้าหมาย คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก

จำนวน 16  คน

  1. วิธีดำเนินการ
  • ประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก จำนวนวน 16  คน เดือนละ  1  ครั้ง รวม  12  ครั้ง เพื่อปรึกษาหารือเรื่องงานบริหารและพัฒนาการเกษตรในตำบลให้พัฒนายิ่งขึ้น
  1. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  2. สถานที่ดำเนินการ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหกอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย 
  1. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 โครงการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก

จำนวน  19,200 บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันสองร้อยบาทถ้วน)  รายละเอียดดังนี้

–  ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

ประจำตำบลเหล่ากอหก  จำนวน 16 คน ๆละ 100 บาท จำนวน 12 ครั้ง  เป็นเงิน  19,200  บาท

รวมเป็นเงิน  19,200  บาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันสองร้อยบาทถ้วน)

  1. ผู้รับผิดชอบโครงการ
    • องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก
    • สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว      
  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก จะมีการประชุมเดือน ละ 1 ครั้ง เพื่อ เสนอปัญหาและพิจาณาแก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของศูนย์ฯ
  3. คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก จะได้ทำข้อเสนอจากการจัดเวทีประชาวิจารณ์ด้านการเกษตร มาเพื่อพิจารณาเพื่อกำหนดเป็นแผนพัฒนาตำบล
  4. การสำรวจข้อมูลพื้นฐาน การสำรวจข้อมูลการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆของตำบลจะเป็นไปด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง เพราะคณะกรรมการศูนย์ฯ คือ บุคคลที่ถูกคัดเลือกมาจากทุกหมู่บ้านในตำบล

ชื่อโครงการ     โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฝึกอบรมการเปิดกรีดยางพารา

หลักการและเหตุผล 

เนื่องจากในพื้นที่ตำบลเหล่ากอหก มีพื้นที่ปลูกยางพารามากเป็นจำนวน 245 ไร่  และอายุยางพาราใกล้จะ ได้รับผลผลิตแล้วแต่เกษตรกรยังไม่มีความรู้ความชำนาญในการเปิดกรีดยางพารา ดังนั้น จึงควรจัดการถ่ายทอดเทคโนโลยีการกรีดยางพาราและการผลิตยางให้ได้คุณภาพให้กับเกษตรกร

วัตถุประสงค์

– เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการกรีดยางพาราอย่างถูกต้อง

– เพื่อให้เกษตรกรผลิตยางพาราได้อย่างมีคุณภาพ

– เกษตรกรสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หรือเป็นวิทยากรได้ต่อไป

พื้นที่ดำเนินการ      กลุ่มผู้ปลูกยางพารา ตำบลเหล่ากอหก    อ.นาแห้ว  จ.เลย

ผู้รับผิดชอบโครงการ        กลุ่มผู้ปลูกยางพาราตำบลเหล่ากอหก

ระยะเวลาดำเนินการ    1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

วิธีดำเนินกา

  1. ประชุมชี้แจงโครงการ
  2. จัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี

งบประมาณ

  1. ค่าอาหารประกอบเลี้ยงเกษตรกร จำนวน 50 คน ๆ ละ 100 บาท เป็นเงิน  5,000   บาท
  2. ค่าจัดทำเอกสารประกอบการเรียนรู้                              เป็นเงิน  1,000   บาท
  3. ค่าวิทยากร 6 ชั่วโมง ๆ ละ 300 บาท เป็นเงิน  1,800   บาท
  4. ค่าวัสดุอุปกรณ์การฝึกอบรม เป็นเงิน  7,200   บาท

รวมทั้งสิ้น  15,000  บาท 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. เกษตรกรมีความรู้การเปิดกรีดยางพาราอย่างถูกต้อง
  2. เกษตรกรมีความสามารถและผลิตยางอย่างมีคุณภาพ
  3. เกษตรกรสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรรายอื่นได้ 
  1. ชื่อโครงการ โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลิตทางการเกษตร

และบรรจุภัณฑ์

  1. หลักการและเหตุผล เนื่องจากในตำบลเหล่ากอหกมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อประกอบอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนหลายชนิดที่ต้องการพัฒนาคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานของสินค้า  เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาด
  2. วัตถุประสงค์
  3. เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน
  4. เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย
  5. เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สินค้า

แปรรูปของวิสาหกิจชุมชน

  1. เป้าหมาย ม. 1 ตำบลเหล่ากอหก  อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย  เกษตรกร  10  คน
  2. วิธีดำเนินการ
  3. ประชุมชี้แจงโครงการ 1 ครั้ง  จำนวน   10   คน
  4. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาบรรจุภัณฑ์  1 ครั้ง
  5. ดำเนินการขอรับรองมาตรฐานสินค้าต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  6. ระยะเวลาดำเนินการ

          1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58

  1. สถานที่ดำเนินการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเหล่ากอหก หมู่ที่ 1  ตำบลเหล่ากอหก      อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  2. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลแสงภา ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 โครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและบรรจุภัณฑ์ จำนวน  30,900 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยบาทถ้วน) รายละเอียดแนบท้าย                                                         
  3. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว 

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนด้านการแปรรูปผลิตทางการเกษตร

และบรรจุภัณฑ์

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลเหล่ากอหก  งบประมาณ  30,900 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยบาทถ้วน) ดังรายละเอียดดังนี้

  1. อบรมชี้แจงโครงการ 1  ครั้ง  จำนวน  10  คน

1.1 ค่าอาหารกลางวัน 10 คนๆ ละ 50 บาท  จำนวน 1มื้อ                   เป็นเงิน 500 บาท

1.2 ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม 10 คนๆละ 20 บาท จำนวน 2 มื้อ  เป็นเงิน 400 บาท

  1. ค่าสติกเกอร์ติดถุงบรรจุภัณฑ์ อันละ  5  บาท   จำนวน  3,000 อัน   เป็นเงิน   15,000  บาท

2.1 ค่าถุงกระดาษหิ้ว   ถุงละ   10    บาท  จำนวน  1,500  บาท   ป็นเงิน   15,000  บาท

รวมเป็นเงิน 30,900 บาท (สามหมื่นเก้าร้อยบาทถ้วน) 

  1. ชื่อโครงการ โครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก
  2. หลักการและเหตุผล

ด้วยกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้ทุกอำเภอมีการจัดตั้งศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเกษตรในทุกตำบลเพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานและถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร , ปศุสัตว์ , ประมงและกลุ่มสถาบันเกษตรอื่น ๆ ให้แก่ชุมชน ดังนั้น เพื่อให้การบริการด้านการเกษตรแก่ชุมชนบรรลุตามวัตถุประสงค์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานและการตกแต่งภายในอาคารศูนย์ให้เป็นระเบียบและสวยงามเหมาะสมกับการเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้วิชาชีพไปสู่ชุมชน

3.วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเป็นศูนย์ประสานการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
  2. เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลและบริการข่าวสารด้านการเกษตรแต่ละสาขาอาชีพ
  3. เพิ่มเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการเกษตร
  4. เป้าหมาย ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก  หมู่ที่ 4 ตำบลเหล่ากอหก

อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย

  1. วิธีดำเนินกา

– จัดซื้อวัสดุและปรับปรุงข้อมูลศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก

  1. ระยะเวลาดำเนินการ  1  ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  2. สถานที่ดำเนินการ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก  หมู่ที่ 4  ตำบลเหล่ากอหก               อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  3. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 โครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก จำนวน  3,800 บาท (สามพันแปดร้อยบาทถ้วน) รายละเอียดแนบท้าย                                                       
  4. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เป็นศูนย์ประส่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก
  3. เป็นศูนย์ข้อมูลการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก
  4. เป็นเวทีชุมชนในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก
  5. เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก 

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเหล่ากอหก

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลเหล่ากอหก  งบประมาณ  3,800 บาท

(สามพันแปดร้อยบาทถ้วน) ดังรายละเอียดดังนี้

  1. สมุดเบอร์ 2 จำนวน 24 เล่ม ๆ ละ 30 บาท                      เป็นเงิน   720  บาท
  2. ปากกาลูกลื่น(คละสี) จำนวน 50 ด้ามๆ ละ 6 บาท                       เป็นเงิน   250  บาท
  3. แล็คซีน ขนาด 2 นิ้ว จำนวน   4  ม้วนๆ ละ 60 บาท                  เป็นเงิน   240  บาท
  4. กระดาษถ่ายเอกสาร A4  จำนวน 8 ริม ๆ ละ 110  บาท              เป็นเงิน   880  บาท
  5. กระดาษปกสี จำนวน 4 ริมๆ ละ 120 บาท                             เป็นเงิน   460  บาท
  6. กระดาษโรเนียว จำนวน  3  ริม ๆ ละ 90  บาท                        เป็นเงิน    270 บาท
  7. CD – RW จำนวน  50  แผ่น ๆ ละ  5  บาท                           เป็นเงิน    250 บาท
  8. แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด จำนวน  10  แผ่น ๆ ละ 40                      เป็นเงิน    400 บาท
  9. ปากกาลบความผิด จำนวน  2  ด้าม ๆ ละ  65  บาท                  เป็นเงิน    130 บาท
  10. กระดาษสติกเกอร์สี จำนวน  5  แผ่น ๆ ละ  40  บาท               เป็นเงิน    200 บาท

รวมเป็นเงิน  3,800  บาท (สามพันแปดร้อยบาทถ้วน) 

  1. ชื่อโครงการ การผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  2. หลักการและเหตุผล ปัจจุบันในการทำการเกษตร เกษตรกรนิยมใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชกันมาก  ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดและวิธีปฏิบัติให้เกษตรกรหันมารู้จักผลิตและใช้สารชีวภัณฑ์  ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเองมากขึ้น
  3. วัตถุประสงค์
  4. เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
  5. เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  6. เพื่อรักษาความสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นอาชีพเสริมกับเกษตรกร
  7. เป้าหมาย เกษตรกร จำนวน  25  ราย
  8. วิธีดำเนินการ
  9. ฝึกอบรมเกษตรกรหลักสูตรการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติ จำนวน 1 กลุ่มๆ ละ25ราย    จำนวน  1  วัน
  10. สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตสารธรรมชาติ จำนวน  25  ราย
  11. ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค. 56 – 30 ก.ย. 58
  12. สถานที่ดำเนินการ ม.4 ตำบลเหล่ากอหก   อำเภอนาแห้ว  จังหวัดเลย
  13. งบประมาณ งบประมาณองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหกตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553โครงการการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช จำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)  รายละเอียดแนบท้าย
  14. ผู้รับผิดชอบโครงการ

          9.1 องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่ากอหก

9.2 สำนักงานเกษตรอำเภอนาแห้ว

  1. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  2. เกษตรกรมีความเข้าใจนาการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
  3. เกษตรกรลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  4. เกษตรกรลดรายจ่ายต้นทุนในการผลิตเพื่อซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช 

รายละเอียดแนบท้ายโครงการ

ค่าใช้จ่ายโครงการการผลิตและใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลเหล่ากอหก งบประมาณ  จำนวน  10,000  บาท

(หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)  ดังรายละเอียดดังนี้

  1. ค่าฝึกอบรม

1.1 ค่าอาหารกลางวัน  จำนวน 25 รายๆ ละ 1 มื้อๆ ละ 50 บาท        เป็นเงิน  1,250 บาท

1.2 ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม จำนวน 25 รายๆ ละ 2 มื้อๆ ละ 20 บาทเป็นเงิน  1,000  บาท

1.3 ค่าวัสดุฝึกอบรมและเอกสารประกอบ  จำนวน 25 รายๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน  1,250  บาท

  1. ค่าวัสดุ

2.1 ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตและบรรจุสารธรรมชาติของเกษตรกร

จำนวน  25  รายๆ ละ  260  บาท                                          เป็นเงิน  6,500  บาท

รวมเป็นเงิน  10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) 

ข้อมูลเวทีชุมชน 

ครั้งที่ วัตถุประสงค์ จำนวนชาวบ้านที่เข้าร่วมทั้งหมด (คน) จำนวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด จำนวนผู้นำชาวนา ผลที่ได้รับ
ชื่อหน่วยงาน จำนวน(คน)
1. เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนรู้จักตัวเองและสิ่งแวดล้อมในชุมชน 100  คน -สนง.เกษตรอำเภอนาแห้ว-ปศุสัตว์ 3 5 -ทราบข้อมูลพื้นฐานชุมชน-ทราบถึงทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของชุมชน
2. เพื่อให้ชุมชนได้เห็นสภาพ 100  คน -’’- 3 5 -การวิเคราะห์ศักยภาพเศรษฐกิจสังคมของชุมชน-การเสนอปัญหาของชุมชน
3. เพื่อให้ชุมชนได้ทราบถึงความสำคัญของปัญหาแต่ละด้านว่ามีความจำเป็นมากน้อยกว่ากัน 100  คน -’’- 3 5 -การวิเคราะห์สภาพปัญหา-การรวมหมวดหมู่ของปัญหา
4. เพื่อนำปัญหาและข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหามาจัดทำผลงานและโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณสำนักงานดำเนินการตามแผน 100  คน -’’- 3 5 -การแก้ไขปัญหา-การกำหนดแผนชุมชน

-การจัดทำโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณงบประมาณดำเนินการตามแผน